สวัสดียามเช้าค่ะเพื่อนๆ วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของปี2560 แล้วนะคะ เพื่อนๆมีแพลนไปฉลองที่ไหนกันบ้างคะ ส่วนดิฉันก็จัดงานเลี้ยงฉลองที่บ้านค่ะเพราะว่าสามีจะเลี้ยงฉลองให้ลูกจ้างที่ทำงานด้วยค่ะ เนื่องจากว่าเมื่อคืนได้ไปทานข้าวนอกบ้านมาค่ะ สามีเลยพาแวะร้านขายหม่าล่าของเพื่อนเราเลยอุดหนุนเพื่อนมา200บาททานกันจนอิ่มแปล้ทั้งเผ็ดทั้งชาลิ้นซี๊ดซ๊าดมากๆค่า แล้วแต่ว่าเราจะเลือกความเผ็ดประมาณไหน เลยคิดว่าเย็นนี้จะทำหม่าล่าฉลองที่บ้านตอนเย็นค่ะเพื่อนๆหลายคนอาจจะคุ้นเคยชื่อหม่าล่า แต่บางคนอาจจะไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยิน วันนี้ดิฉันเลยจะมาแนะนำหม่าล่าให้รู้จักกันค่ะ คำว่า “หม่า” แปลว่า “ชา” ส่วนคำว่า “ล่า” แปลว่า “เผ็ด” ดังนั้น “หม่าล่า” จึงหมายถึงอาหารที่ทั้งเผ็ดทั้งชา หม่าล่าจริงๆ แล้วเป็นสูตรเครื่องเทศที่มาจากทางตอนใต้ของประเทศจีน ลักษณะเหมือนพริกป่นในไทยนี่แหละค่ะ
แต่เขาจะใช้เครื่องเทศที่เรียกว่า “ฮวาเจียว” เป็นส่วนผสม ซึ่งเจ้าเครื่องเทศชนิดนี้เองที่ทำให้เกิดอาการชาในปากของเรา สำหรับชาวจีนแล้วหม่าล่าสามารถนำไปกินกับทุกอย่างได้ตั้งแต่ต้ม ผัด ย่าง โดยพวกเขานิยมรับประทานกับเนื้อแกะ เพราะหม่าล่าสามารถดับกลิ่นสาบของเนื้อแกะได้อย่างดีเยี่ยม(แต่บ้านเราไม่ค่อยทานเนื้อแกะ55)ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์นี้เอง ทำให้ภายหลังได้มีการนำหม่าล่าเข้ามาขายในประเทศไทย โดยเริ่มจากจังหวัดเชียงรายก่อนจะค่อยๆฮิตมายังจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งในประเทศไทยนั้นค่อนข้างจะแตกต่างจากจีนตรงนี้ว่า เราเน้นปิ้งย่างอย่างเดียวเท่านั้น และมีการนำเนื้อชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่ เนื้อวัว เครื่องใน หมึก มาย่างแล้วปรุงด้วยเครื่องหม่าล่า ซึ่งแต่ละร้านก็จะมีเอกลักษณ์และสูตรการหมักเนื้อที่แตกต่างกันออกไป ถามว่าทำไมหม่าล่าจึงเป็นที่นิยมในหมู่ชาวเชียงใหม่ คงต้องบอกว่าเชียงใหม่เป็นเมืองแห่งอาหารปิ้งย่างที่เราสามารถเห็นร้านหมูกระทะได้แทบทุกมุมเมือง และยิ่งหม่าล่าเป็นอาหารรสชาติที่ค่อนข้างแปลกใหม่ แถมยังสามารถกินแกล้มกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกอะไรที่หม่าล่าจึงฮิตระเบิดขนาดนี้
“หน้าตาของฮวาเจียว”
“ผงหม่าล่า”
สำหรับช่วงปีใหม่นี้ที่ใครมีแผนที่จะมาเที่ยวเชียงใหม่ อย่าลืมหารับประทานกันได้นะคะรับรองว่าอร่อย จนหยุดไม่อยู่แน่นอนค่ะ👍