สวัสดีวันเสาร์ค่ะเพื่อนๆ วันนี้มาทักทายยามดึกพึ่งจะเลิกงานตอน3ทุ่มค่ะเพราะว่ามีคนไข้ปวดท้องมาตรวจค่ะและแพทย์ก็วินิจฉัยว่าน่าจะเป็นไส้ติ่ง😳😳เคสที่2ของวันแล้วก็มาตรวจเสียค่ำๆใกล้เลิกงานซะด้วย🤭ดิฉันกับเพื่อนๆที่ทำงานได้แต่มองหน้ากันแล้วเป็นอันว่ารู้เรื่องวันนี้เลิกงานช้าแน่นอน😆🤔เลยนำข้อมูลของโรคไส้ติ่งอักเสบมาแชร์ให้เพื่อนๆได้รับเป็นเกล็ดความรู้นะคะ ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) คือการอักเสบของไส้ติ่งที่อยู่ระหว่างลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ส่วนต้น นับเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและอันตราย เพราะถ้าหากไม่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ไส้ติ่งที่อักเสบจะแตก ทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในไส้ติ่งแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย อาจเข้าสู่กระแสเลือดจนทำให้เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน มักเป็นมากขึ้นและอาการแย่ลงภายใน 6-24 ชั่วโมง ซึ่งอาการของภาวะไส้ติ่งอักเสบที่พบโดยทั่วไปมีดังนี้
1.มีอาการปวดอย่างเฉียบพลัน ที่บริเวณรอบสะดือ ต่อมาย้ายไปปวดที่ท้องด้านล่างขวาเนื่องจากการอักเสบที่ลุกลามมากขึ้น
2.มีอาการปวดมากขึ้นขณะที่ไอ เดิน หรือแม้แต่ขยับตัว
3.คลื่นไส้อาเจียน
4.มีไข้ต่ำ ๆ ระหว่าง 37.2-38 องศาเซลเซียส และอาจสูงกว่า 38.3 องศาเซลเซียสหากเกิดภาวะไส้ติ่งแตก
5.มีอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือมีอาการท้องอืดรวมด้วย
6.มีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากการอักเสบที่มากขึ้นของไส้ติ่งไปกระตุ้นท่อไตของระบบทางเดินปัสสาวะซึ่งอยู่ใกล้กัน
โดยสาเหตุเกิดจากภาวะการอักเสบในไส้ติ่ง ซึ่งอาจเกิดจากการอุดตันภายในไส้ติ่ง สิ่งที่ไปอุดตันอาจเป็นได้ทั้ง เศษอุจจาระขนาดเล็กที่ทำให้ไส้ติ่งเกิดการติดเชื้อและบวมขึ้น หรืออาจเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง บางครั้งก็อาจเกิดจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ที่ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย รวมทั้งต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดการปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการขยายตัวขึ้นจนไปปิดกั้นไส้ติ่ง และทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่เกิดอาการอักเสบในที่สุด ส่วนการวินิจฉัยก็จะมีการเจาะเลือด การตรวจปัสสาวะและการตรวจด้วยเครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์
ไส้ติ่งอักเสบสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเท่านั้น เพราะจะช่วยรักษาอาการและช่วยกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก โดยการผ่าตัดที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) เพราะเป็นการผ่าตัดเล็กสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ทันที เหมาะกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบยังอยู่ในระยะไม่ร้ายแรงนัก หากรุนแรงถึงขั้นไส้ติ่งแตก ก็จะต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) ซึ่งเป็นผ่าตัดแบบมาตรฐาน เพราะนอกจากจะต้องนำไส้ติ่งที่แตกออกแล้ว ยังต้องทำความสะอาดภายในช่องท้อง และใส่ท่อเพื่อระบายหนองจากฝีที่เกิดขึ้นอีกด้วย หลังจากผ่าตัดแล้ว หากเป็นการผ่าตัดแบบส่องกล้องก็จะสามารถกลับมาหายเป็นปกติภายในไม่กี่วัน แต่หากเป็นการผ่าตัดแบบเปิด ต้องทำการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หลังจากผ่าตัด ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องผูก แพทย์อาจสั่งยาเพื่อบรรเทาอาการ หรือแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงเพื่อช่วยในการขับถ่าย หากผู้ป่วยมีไข้สูง เจ็บที่บริเวณแผลผ่าตัด หรือบริเวณแผลผ่าตัดมีลักษณะที่ผิดปกติ เช่น แผลบวมแดง ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของอาการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดค่ะ ซึ่งดิฉันทำงานแผนกศัลยกรรม ทำให้เจอผู้ป่วยทึ่เป็นไส้ติ่งค่อนข้างจะบ่อยค่ะ เจอไส้ติ่งทีไรกลับบ้านดึกทุกที....อิอิ😂😂😂กราบงามๆเวร3ทุ่ม
หวังว่าโพสนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านนะคะ🙏