สวัสดีตอนบ่ายอันสดใสวันพฤหัสค่ะ คุณผู้อ่านสบายดีกันนะคะ วันนี้อากาศช่างสดใสเหมาะแก่การซักผ้าและตากผ้าดีแท้
สรุปคือ............เมื่อวานไม่ได้ไปเที่ยวเลยค่ะ ฟ้าฝนทะมึนทึม ตกมายังกะฟ้ารั่ว ทั้ง 5 ชีวิตก็เลยสุขีอยู่แต่ในบ้าน
วันนี้เรามาฟังเรื่องราวชีวิตของหมอกันต่อดีกว่านะคะ ยาวจริงหนอกว่าจะมาถึงชีวิตการเป็นหมอลูกสามเนี่ย
ถึงไหนแล้วหนอ อ้อ ใช่ ชีวิตก็ดำเนินมาจนกระทั่งได้เข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โรงเรียนมัธยมชื่อดังมากของเชียงใหม่ สมัยก่อนนู้น โรงเรียนนี้เค้ารับนักเรียนหญิงตอน ม.4 (ป.1-ม.3 เป็นโรงเรียนชายล้วน) พอเราได้มาเข้าเรียนตอนม.4 โอย มันช่างสดชื่นดีจริงๆแท้หนอ พบกับเพื่อนใหม่ที่มาจากที่ต่างๆ ได้มีเพื่อนชายเข้ามาในชีวิต แต่ละคนหน้าตาดีๆกันทั้งนั้น (แต่ทำไมสมัยนี้เพื่อนๆเหล่านั้นช่างดูไม่ได้กันเลย นี่แหละหนอเค้าเรียกสังขาร) เดินไปทางไหนโดนแซวนี่ โอย เขินซีคะ ปกติอยู่โรงเรียนหญิงล้วน มีแต่ชวนกันเล่นโดดหนังยาง หมากเก็บ ไม่มีหรอกจะมาแซวกันจิ้จ้ะดิ้ด้ะให้ฮอร์โมนพรุ่งพร่านอย่างนี้ รุ่นพี่คนนู้นคนนั้นคนนี้ดูดีไปหมด ชีวิตเริ่มมีอะไรมากกว่าการเรียน
แต่............ ก็ต้องเรียนต่อไป ไม่งั้นเดี๋ยวเอนสะท้านไม่ติดหมอ (มุ่งมั่นและตั้งใจมากที่จะเป็นหมออออออ)
ตอนเช้าไปเรียน ตอนเย็นกลับบ้าน เรียนพิเศษต่อกับเพื่อนสองคน แม่ให้ครูมาสอนพิเศษที่บ้าน เพราะถ้าไปเรียนรวมกันหลายๆคน ลูกชั้น เจ๊งแน่ๆ แต่มันได้ผลนะคะ ยอมสละนิดนึง ผลลัพธ์ดีเกินคาดค่ะ เรียนกับเพื่อนรักชื่อ พญ. อ.... ขออนุญาตไม่เอ่ยนามนะคะ เพราะตอนมาเขียนเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ขออนุญาตเธอก่อน ตอนนี้เธอเป็นหมอเด็กชื่อดังไปแล้ว ตรวจคนไข้เด็กดีมากกกก เป็นที่รักใคร่ของเด็กๆและผู้ปกครอง
ตอนนั้นคิดแต่ว่าจบม.5 ต้องไปเข้ามหาลัยให้ได้ เพราะว่า ........ไม่อยากสอบวิ่งตอนม.6 555555 จริงๆค่ะ ม.6 ต้องสอบวิ่งกี่รอบสนามก็ไม่รู้ ครูพละก็ดุจะตาย กลัวมาก ม.5สอบติดอะไรก็จะไปแล้ว ไม่ไหว ไม่อยากจะคิดตอนวิ่ง (อย่างที่บอกนะคะ พละ ศิลปะ เป็นอะไรที่เลี่ยงได้เลี่ยง หลบได้หลบค่ะ)
อุ๊ย ........ ทำงานก่อนนะคะ เดี๋ยวค่อยมาเล่าต่อค่ะ
ปล. แปะไว้ก่อนนะคะเรื่องรูป ประเด็นคือใช้คอมพ์พิมพ์ แต่รูปอยู่ในมือถือ เอามาลงไม่ได้ เป็นคนที่ low tech มากๆๆๆๆๆๆ