นิ่วในถุงน้ำดี...เรื่องราวดีๆที่ไม่ควรพลาด👍

yellybear(50)
Published in
#thai
Words
421
Reading
2 min
Listen
Play
9y

ทักทายยามค่ำกันอีกครั้งค่ะ มีเรื่องราวดีๆมาแชร์เป็นเกร็ดความรู้คือเรื่องนิ่วในถุงน้ำดีค่ะ พอดีว่าพรุ่งนี้จะต้องไปเป็นพยาบาลส่วนตัวส่งแม่ของสามีไปAdmitเพื่อเตรียมตัวผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ก็เลยจะมาแชร์ข้อมูลสำหรับโรคนี้ให้เพื่อนๆค่ะ😊😊ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่านนะคะ
นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstone หรือ Cholelithiasis) คือ โรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลของสารประกอบในน้ำดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอเลสเตอรอล สารบิลิรูบิน (สารให้สีในน้ำดี) และเกลือแคลเซียมชนิดต่าง ๆ จึงเกิดการตกผลึกเป็นก้อนนิ่ว ซึ่งก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นอาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายหรือใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ และอาจมีได้ตั้งแต่หนึ่งก้อนไปจนถึงหลายร้อยก้อนก็ได้ โดยทั่วไปโรคนี้จัดเป็นโรคไม่รุนแรงและรักษาได้เสมอ แต่โรคจะรุนแรงขึ้นเมื่อก้อนนิ่วหลุดเข้าไปในท่อน้ำดีหรือท่อตับอ่อน
นิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคของผู้ใหญ่ที่พบได้มากขึ้นตามอายุ โดยมักพบในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (มักไม่พบในคนอายุต่ำกว่า 20 ปี) และพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า
สาเหตุของการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีจะขึ้นอยู่กับชนิดของนิ่ว
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

  • เพศหญิง เพราะพบโรคนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า โดยมักพบในหญิงตั้งครรภ์ หรือกินยาเม็ดคุมกำเนิด หรือกินฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนจากภาวะหมดประจำเดือน ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยดังกล่าวจะมีผลเพิ่มปริมาณของคอเลสเตอรอลในน้ำดีและลดการเคลื่อนตัวของถุงน้ำดี จึงทำให้ตกตะกอนได้ง่าย
  • ผู้สูงอายุ เพราะพบโรคนี้ได้ในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และพบได้มากขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไปจะพบได้สูงมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะคนในช่วงอายุนี้เป็นโรคไขมันในเลือดสูง สูงกว่าอายุช่วงอื่น ๆ
  • เชื้อชาติ เพราะพบโรคนี้ได้สูงในบางเชื้อชาติ โดยเฉพาะในคนตะวันตกอย่างคนอเมริกาที่พบว่ามีพันธุกรรมที่ทำให้มีคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูง (พบเป็นโรคนี้ประมาณ 10-20% ของประชากรผู้ใหญ่)
  • พันธุกรรม เพราะพบโรคนี้ได้สูงเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
  • อาหาร ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและมีใยอาหารต่ำจะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคนี้ได้มากขึ้น
  • ภาวะอ้วน (โดยเฉพาะในผู้หญิง) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลเป็นอย่างมาก เนื่องจากความอ้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณของคอเลสเตอรอลในน้ำดีเพิ่มขึ้น
  • การลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะจะทำให้ตับหลั่งคอเลสเตอรอลออกมามากขึ้น รวมถึงถุงน้ำดีจะบีบตัวน้อยลง น้ำดีจึงคั่งอยู่ในถุงน้ำดีนานขึ้น จึงมีโอกาสเกิดการตกตะกอนได้ง่ายขึ้น
  • การกินยาลดไขมันในเลือดบางชนิด โดยเฉพาะยาโคลไฟเบรต (Clofibrate) เพราะจะส่งผลทำให้มีการเพิ่มปริมาณของคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น
  • โรคเบาหวาน เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะมีระดับของไขมันทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride ซึ่งเป็นไขมันอีกชนิดที่เพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี) สูงขึ้น และถุงน้ำดีจะมีการบีบตัวน้อยในผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่ายขึ้น
  • มีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรัง (เช่น ธาลัสซีเมีย) ซึ่งจะทำให้มีสารบิลิรูบินในน้ำดีสูงขึ้น สารนี้จึงตกตะกอนในถุงน้ำดีได้มากขึ้น จึงเกิดเป็นนิ่วได้สูงขึ้น
  • มีการอักเสบติดเชื้อของทางเดินน้ำดีเรื้อรัง เพราะจะส่งผลให้การบีบตัวของถุงน้ำดีลดลง
  • โรคตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์
  • โรคของลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) หรือผ่าตัดลำไส้ส่วนนี้ออกไป
  • ผู้ที่อดอาหารหรือผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่ส่งผลให้กินไม่ได้และต้องให้อาหารทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง เพราะถุงน้ำดีจะไม่หดตัวจากการไม่มีการย่อยอาหาร (ลดการเคลื่อนไหวของถุงน้ำดี) จึงเกิดการตกตะกอนของสารต่าง ๆ ในน้ำดีได้ง่ายขึ้นและเกิดนิ่วตามมา
  • ผู้ที่เป็นโรคพยาธิในทางเดินน้ำดี
    อาการของนิ่วในถุงน้ำดี
    ส่วนใหญ่ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีจะไม่มีอาการผิดปกติแสดงให้เห็นแต่อย่างใด และมักจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายด้วยโรคอื่น ๆ แต่เมื่อมีอาการเกิดขึ้น อาการที่พบได้บ่อย คือ (ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอาการ)
  • ในบางรายที่ก้อนนิ่วเคลื่อนไปอุดในท่อน้ำดี (Bile duct) จะมีอาการปวดแบบปวดดิ้นหรือปวดบิดรุนแรงเป็นพัก ๆ ตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงด้านขวา ซึ่งอาจปวดร้าวมาที่ไหล่ขวา หรือบริเวณหลังตรงใต้สะบักขวา และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย บางรายอาจปวดรุนแรงจนเหงื่อออก เป็นลม
  • อาการปวดท้องมักเกิดขึ้นหลังจากที่รับประทานอาหารมัน ๆ หรือรับประทานอาหารมื้อหนัก หรือตอนกลางคืน ซึ่งในแต่ละครั้งผู้ป่วยจะมีอาการปวดนานประมาณ 15-30 นาที (บางรายอาจนาน 2-6 ชั่วโมง) และจะทุเลาไปเอง เมื่อเว้นไปนานเป็นแรมสัปดาห์ แรมเดือน หรือแรมปีอาการปวดก็อาจกำเริบขึ้นมาได้อีก (ถ้าปวดท้องทุกวันมักจะไม่ใช่นิ่วในถุงน้ำดี)
  • บางรายอาจมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อบริเวณเหนือสะดือ เรอ คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายอาการอาหารไม่ย่อยได้ ซึ่งมักจะเป็นหลังจากที่รับประทานอาหารมัน ๆ หรือหลังอาหารมื้อใหญ่ เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง
  • เมื่อมีการอักเสบติดเชื้อของถุงน้ำดีร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นไข้สูงหรือไข้ต่ำ
  • บางรายอาจมีอาการดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม) จากสารบิลิรูบินที่คั่งอยู่ในถุงน้ำดีอย่างต่อเนื่องในตับและในเลือด เพราะถุงน้ำดีไม่บีบตัว ปัสสาวะจึงมีสีเหลืองเข้ม และลำไส้ขาดน้ำดี อุจจาระจึงมีสีซีดลง
    วิธีรักษานิ่วในถุงน้ำดี
  1. ไปพบแพทย์ ถ้ามีอาการปวดท้องที่ชวนให้น่าสงสัยว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ควรไปตรวจที่โรงพยาบาลภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง หรือไปพบแพทย์เป็นการฉุกเฉินขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หลังจากพบแพทย์ การดูแลตนเองของผู้ป่วยให้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์
  2. การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ถ้ามีอาการท้องอืดท้องเฟ้อให้กินยาลดกรด หรือยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ, ถ้ามีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ ให้ใช้ยาแอนติสปาสโมดิก (Antispasmodics) เช่น อะโทรปีน (Atropine) ไฮออสซีน (Hyoscine) ซึ่งอาจใช้เป็นชนิดฉีดหรือกินก็ได้ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ของผู้ป่วย, ให้ยาปฏิชีวนะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียของถุงน้ำดีร่วมด้วย และให้ผู้ป่วยงดการรับประทานอาหารมัน ๆ
  3. การใช้ยาละลายนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งมักไม่ค่อยได้ผล ใช้ได้เฉพาะกับนิ่วบางชนิด และไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ในบ้านเราที่นิ่วมักมีส่วนประกอบหลักเป็นแคลเซียมซึ่งเป็นนิ่วที่แข็ง อีกทั้งผู้ป่วยยังต้องรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานาน และเมื่อหยุดยาก็อาจเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้อีกประมาณ 10% ต่อปี หรือประมาณ 50% ในระยะเวลา 5 ปี ฉะนั้นการรักษาที่แน่นอนจึงคือการตัดถุงน้ำดีออกไป
    • ยาละลายนิ่วในถุงน้ำดีที่ว่า คือ “กรดชีโนดีโอออกซีโคลิก” (Chenodeoxycholic acid – CDCA) ซึ่งพบว่าใช้ได้ผลดีและเหมาะกับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น (ส่วนประกอบหลักของนิ่วเป็นคอเลสเตอรอล) และผู้ป่วยอาจต้องกินยานี้นานเป็นปี ๆ โดยตัวยานี้จะช่วยปรับสมดุลของน้ำดีจากน้ำดีที่มีคอเลสเตอรอลอิ่มตัวมาเป็นน้ำดีที่ด้อยไปด้วยคอเลสเตอรอล ซึ่งคอเลสเตอรอลที่ประกอบอยู่ในก้อนนิ่วจะละลายมาอยู่ในน้ำดีทำให้ก้อนนิ่วมีขนาดเล็กลงจนหมดไป
    • ข้อบ่งชี้ของผู้ป่วยในการรักษาด้วยวิธีนี้ คือ ถุงน้ำดียังทำหน้าที่ได้เป็นปกติ, เป็นนิ่วที่ไม่ทึบรังสี (ส่วนประกอบหลักของนิ่วเป็นคอเลสเตอรอล), เป็นก้อนนิ่วขนาดเล็ก ๆ หลายก้อน (เล็กกว่า 1.7 เซนติเมตร), เป็นผู้ป่วยที่ไม่มีอาการเจ็บปวดรุนแรงหรือมีอาการเจ็บปวดอยู่บ่อย ๆ, เป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการผ่าตัด แต่ผู้ป่วยปฏิเสธการผ่าตัดหรือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการผ่าตัด, ผู้ป่วยต้องไม่มีโรคตับ
    • ระยะเวลาการรักษาจะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนนิ่ว ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ประมาณ 70-80% จะละลายได้ภายใน 6 เดือน แต่ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่อาจจะต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี ประมาณ 60% ของผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีนี้ ก้อนนิ่วจะละลายหมดไปแต่ยังคงต้องกินยานี้ต่อไปอีกหลาย ๆ ปี ถ้าหยุดยาก้อนนิ่วก็จะเกิดขึ้นได้อีกในอัตราที่ค่อนข้างสูง
    • ยานี้มีผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ อาการท้องเสีย (เพราะต้องใช้ยาในขนาดสูง) และตับมีการอักเสบเล็กน้อย
    • ในบางรายแพทย์อาจรักษาโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสลายนิ่วก่อนแล้วจึงค่อยให้ยาละลายนิ่วตาม
  4. การใช้วิธีสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Extracorporeal shock wave lithotripsy – ESWL) เป็นการใช้คลื่นเสียงกระแทกนิ่วให้แตก หลังการทำผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง และมีอัตราสำเร็จต่ำ ในปัจจุบันแพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ในการสลายนิ่วในถุงน้ำดีกับผู้ป่วยไทยแล้ว เพราะนิ่วของคนไทยส่วนใหญ่จะไม่ใช่นิ่วที่มีส่วนประกอบหลักเป็นคอเลสเตอรอล แต่มักจะเป็นนิ่วที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมที่สูง ทำให้ก้อนนิ่วมีความแข็งและแตกได้ยาก แม้จะสลายนิ่วให้แตกได้ นิ่วที่เคลื่อนลงมาก็จะมีโอกาสมาติดและทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินน้ำดีจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่มีอาการรุนแรงได้ นอกจากนี้หลังการรักษาผู้ป่วยยังต้องรับประทานยาละลายนิ่วต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2 ปี และการที่มีถุงน้ำดีเหลืออยู่ก็มักจะทำให้เกิดนิ่วขึ้นใหม่ได้อีกดังที่กล่าวไป
    • ข้อบ่งชี้ของผู้ป่วยในการรักษาด้วยวิธีนี้ คือ เป็นนิ่วที่ไม่ทึบต่อรังสี (หรือเข้าใจว่าเป็นนิ่วคอเลสเตอรอล) และถุงน้ำดียังทำหน้าที่ได้เป็นปกติ, สามารถใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ตรวจพบก้อนนิ่วได้ชัดเจนและสามารถใช้เครื่อง ESWL เล็งเข้าที่ก้อนนิ่วได้, เป็นนิ่วที่มีอาการ และก้อนนิ่วมีขนาดไม่เกิน 30 มิลลิเมตร (แม้จะมีหลายก้อน ขนาดรวมกันทุกก้อนแล้วก็ต้องไม่เกิน 30 มิลลิเมตร)
    • ผู้ป่วยจะต้องได้รับยาละลายนิ่ว (CDCA) ก่อนการรักษาด้วยวิธีนี้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยไม่มีอาการแพ้ยา เพราะหลังจากยิงนิ่วให้แตกแล้วผู้ป่วยจะต้องกินยานี้ต่อไปอีกสักพักเพื่อให้นิ่วหมดไปโดยสมบูรณ์
  5. การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก (Cholecystectomy) เป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวรเพื่อไม่ให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีขึ้นอีกต่อไป และป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่าง ๆ ได้ ซึ่งการผ่าตัดถุงน้ำดีในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ
    • การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง (Open cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดแบบเดิม ในปัจจุบันแพทย์จะเลือกใช้ในการผ่าตัดถุงน้ำดีที่มีอาการอักเสบมากหรือแตกทะลุในช่องท้อง (หลังการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ผู้ป่วยไม่ควรทำงานหนักหรือยกของหนักอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์)
    • การผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้อง (Laparoscopic cholecystectomy) ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดแบบใหม่และได้กลายเป็นการรักษามาตรฐานเพื่อรักษาภาวะนิ่วในถุงน้ำดีมานานแล้ว โดยจะเป็นการเจาะรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง 4 จุด ทำให้เจ็บแผลน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว 1-2 วันก็กลับบ้านได้ และสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติตราบที่ผู้ป่วยยังมีความรู้สึกเป็นปกติ (ยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ถ้าเป็นมากบางครั้งอาจจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ด้วยวิธีการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องหรือแบบเดิม ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป) แต่การผ่าตัดควรทำโดยศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ (เช่น การผ่าตัดโดนท่อน้ำดี ท่อน้ำดีรั่ว หรือท่อน้ำตัน) ในการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ถ้าผู้ป่วยไม่มีถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันก็สามารถทำได้สำเร็จถึง 90% ถ้าถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันเกิน 3 วัน โอกาสผ่าตัดโดยวิธีนี้ก็จะสำเร็จได้น้อยลง
      • ข้อดีของการผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้อง คือ อาการปวดแผลหลังการผ่าตัดจะน้อยกว่า (เพราะแผลมีขนาดเล็กกว่า), แผลมีขนาดเล็ก ดูแลได้ง่าย และมีโอกาสติดเชื้อได้น้อยกว่าแผลขนาดใหญ่จากการผ่าตัดแบบเดิม, เมื่อแผลหายจะเป็นรอยเล็ก ๆ บนหน้าท้องเท่านั้น, ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน (การผ่าตัดแบบเดิมจะต้องอยู่โรงพยาบาลนาน 7-10 วัน), ใช้เวลาพักฟื้นหลังการผ่าตัดเพียง 1 สัปดาห์ (ทำให้กลับไปทำงานตามปกติได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิมที่ต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 เดือน)

6.รอเวลาที่เหมาะสม ในผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดีที่ยังไม่มีอาการแสดงอะไรเลย แต่ตรวจพบโดยบังเอิญในขณะที่ตรวจรักษาโรคอื่น อาจจะยังไม่จำเป็นต้องรีบทำการผ่าตัด เนื่องจากมักเป็นนิ่วก้อนเล็กและอยู่ลึกที่ก้นถุงน้ำดี ซึ่งจะไม่ก่ออันตรายแก่ผู้ป่วย และแพทย์จะนัดติดตามดูเป็นระยะ ๆ จนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการ (เช่น ปวดท้อง) หรือมีโรคแทรกซ้อนจากถุงน้ำดี แล้วจึงค่อยทำการผ่าตัดให้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ซึ่งจะพิจารณากับผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป (ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดอาการปวดท้องจากนิ่วในถุงน้ำดีที่ซ่อนอยู่ประมาณร้อยละ 1-2 ต่อปี) เพราะแพทย์บางท่านอาจเห็นว่าควรทำการผ่าตัดไปเลยก่อนที่จะมีปัญหาเกิดขึ้น เพราะการผ่าตัดในขณะที่ยังไม่มีอาการจะมีผลข้างเคียงจากการผ่าตัดน้อยกว่าเมื่อผ่าตัดในช่วงที่มีอาการ เช่น โอกาสติดเชื้อในทางเดินน้ำดี
7.การส่องกล้องตรวจรักษาท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (Endoscopic retrograde cholangiopancreatography – ERCP) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีนิ่วในท่อน้ำดีร่วมด้วย เพื่อเอานิ่วที่อยู่ในท่อน้ำดีออกมา

Cr.Medthai.com

B2C52623-4BD6-46EC-94BB-DE4A21BA3802.jpeg

62099351-13C7-4E64-BABE-12B6AB3DE77B.jpeg

2B50C0B0-AFBB-4DFE-91B8-29F5CCA710AA.jpeg

นิ่วในถุงน้ำดี...เรื่องราวดีๆที่ไม่ควรพลาด👍 | Ecency