สวัสดีค่ะเพื่อนๆ
🌺🌺 วันนี้หยุดออกรับจ้างหนึ่งวัน เพื่อมาดูข้าวที่นาของตัวเองว่าโตพอที่จะใส่ปุ๋ย แบะฉีดยาบำรุงหรือยัง ข้าวที่หว่านไว้เมื่อเดือนก่อนโน้น ตอนนี้กำลังงาม เขียวขจีเลย เห็นแบบนี้ก็ชื่นใจเลยค่ะ เมื่อต้นข้าวสูงประมาณนี้ เราก็ปล่อยน้ำให้ขังในนาข้าวประมาณหนึ่ง แต่ไม่ได้ปล่อยให้น้ำขังนาน เพราะจะทำให้กอข้าวเป็นโรคเชื้อรา เราขังน้ำประมาณ 4-5 วัน หลังจากนั้นก็ปล่อยให้นาแห้ง ไม่มีน้ำขัง ข้าวเป็นพืชทนน้ำ ไม่ใช่พืชน้ำ แต่ละขั้นตอนของการทำนา เราต้องมีความรู้ และรู้หลักวิชการ เพื่อที่จะได้ผลผลิตที่สมบูรณ์ แต่ก็จะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ บางทีข้าวกำลังตั้งท้อง ก็เจอเพลี้ยไฟเล่นงาน เราก็แก้สถานการณ์ด้วยการฉีดยาฆ่าเพลี้ย บางทีฟ้าฝนไม่ตกต้องการฤดูกาล บางช่วงต้นข้าวต้องการน้ำ ฝนก็ดันมาแล้ง บางช่วงใกล้จะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ฝนก็ดันมาตก เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้เสมอๆ
🌺🌺 เราเลือกแล้วที่จะเป็นชาวนา เราก็ต้องยอมรับถึงสภาพสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราทำนามาก็ประมาณ 10 ปีได้แล้วมั้ง จากพนักงานโรงงานในกรุงเทพฯ พอมีลูกก็นึกอยากจะกลับมาอยู่บ้านนอก ไม่อยากทิ้งลูกไว้กับยาย อยากจะเลี้ยงลูกเอง เมื่อไม่มีทางเลือก การกลับบ้านนอกถึงจะได้อยู่กับลูก นั่นเป็นทางที่เราเลือกแล้ว จากที่ไม่เคยทำนามาก่อนในชีวิต เพราะที่บ้านทำแต่ไร่ เราก็ต้องมาเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ แต่โชคดีมีเพื่อน และลูกพี่ที่ดีคอยแนะนำ เวลาที่ข้าวที่นาประสบปัญหาต่างๆ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตลอด บางครั้งช่วยแบบฟรีๆ เป็นการซื้อน้ำใจลูกน้องด้วย ทุกวันนี้เราก็ทำงานให้ลูกพี่ตลอด การได้พบกัลยาณมิตร ถือว่าโชคดีมากๆ ค่ะ ร้อยคนเกลียด ยังไม่เท่า 1 คนรัก
🌺🌺 วันนี้ไม่รู้จะเขียนอะไรดี ก็เลยมีการระบายอารมณ์นิดๆ ไม่ว่ากันนะคะ การได้ออกมาสูดอากาศที่ท้องทุ่งนาอันเขียวขจีนี้ ก็ทำให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวที่อยู่ภายในจิตใจ นั้นจางหายไปได้เหมือนกัน ตอนเป็นเด็กคุณครูบอกว่า ถ้าเราเครียดๆ แล้วออกไปกลางทุ่ง แล้วตะโกนออกไปดังๆ จะทำให้เราได้รู้สึกปลดปล่อย วันนี้เราก็ออกมาร้องตะโกน เหินฟ้า ไม่ใช่คนละเรื่องแล้ว พอได้ตะโกนมันทำให้เราโล่งจริงๆ ค่ะ แต่ถ้าเป็นในเขตเมืองไม่แนะนำให้ทำนะคะ เดี๋ยวเขาจะแจ้งตำรวจข้อหาสร้างความรำคาญได้
🌺🌺ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ติดตามเรื่องราว และขอบคุณทุกคะแนนโหวต🌺🌺