สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาว Steemit ที่น่ารักทุกๆคน
เมื่อเช้านี้พ่อสามีต้องการเดินทางไปหาหมอที่ศรีราชา แต่เนื่องจากไม่ชำนาญเส้นทางเลยขอให้ลูกชายคือสามีทิพย์ช่วยขับรถพาไปหน่อย สามีขับรถเป็นแต่ตั้งGPS ระหว่างขับรถไปด้วยไม่ได้ค่ะต้องมีคนอ่านให้ ดังนั้นเลยพากันไปทั้งครอบครัวใหญ่เลยค่ะ ประกอบไปด้วย พ่อสามี แม่สามี สามี ทิพย์ และลูกชาย จริงๆแล้วจะว่าไปถ้าจุดหมายเป็นโรงพยาบาลหรือคลีนิกแผนปัจจุบันคงสอบถามคนได้ไม่ยาก แต่นี่หมอรักษาโรคเป็นหมอแผนโบราณ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรค่ะ ต้องเลี้ยวเข้าซอยลึกหลายมุมกว่าจะเข้าไปถึง คิดไปมายุคนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปหมดละ แผนที่ไม่ต้องกางเล่มหนาๆ ใช้ google map นำทางก็พาไปได้ แต่มาย้อนดูการรักษาโรคภัยยังมีแบบนี้อยู่อีกมากที่ต้องการมารักษากับหมอโบราณเหล่านี้ เราออกจากบ้านแต่เช้ามืดเลยพากันไปถึงคิวแรก บ้านมีรั้วรอบขอบชิด มีประตูสองชั้นกว่าจะเข้าไปด้านในได้ มีลูกศิษย์หมอออกมาตัอนรับและเชิญเข้าไปด้านใน พ่อกับแม่เข้าไป ส่วนเราสามคนพ่อแม่ลูกขอนั่งด้านนอกค่ะ มีน้องหมาถูกขังในกรงหน้าบ้านคอยเห่าส่งสัญญาณเตือนคนได้ในส่ายังมีคนมาเรื่อยๆ และคิวเริ่มยาวค่ะ ทิพย์เลือกที่นั่งหน้าบ้านที่มีริมหน้าต่างพอจะได้ยินเสียงข้างในเล็ดรอดออกมาได้บ้าง สิ่งที่ได้ยินคือคนที่ถูกเรียกว่าหมอนั้นจะมีจิตวิทยาในการชวนคุยมาก ให้ความใส่ใจผู้มาเยือนเป็นพิเศษ เริ่มตั้งแต่ออกมาจากบ้านยังงัย ตื่นกี่โมง ทำอาชีพอะไร สารพัดที่การตั้งคำถามนั้นทำให้ผู้ถูกถามรู้สึกมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การรักษายังไม่เริ่มขึ้นทันทีทันใดเน้นพูดคุยเรื่องราวต่างๆให้ผ่อนคลาย รู้สึกเป็นมิตรเสียก่อน พอสักพักลูกที่วิ่งเล่นอยู่ก็มาเรียกแม่ออกไปจากบริเวณนั้นเพื่อมาเล่นด้วยกัน ทิพย์เลยอดสังเกตการณ์ต่อเลย อิอิ แต่พอจะสรุปใจความสำคัญได้คร่าวๆว่า คนเราส่วนใหญ่ต้องเริ่มที่จิตใจค่ะ กายป่วยต่างจากใจป่วย หมอที่นี่รักษาจิตใจคนป่วยให้สดชื่นก่อน กรรมวิธีรักษาต่อมาทิพย์คิดว่าคงไม่มียาวิเศษอะไร เพราะพอผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง พ่อกับแม่ก็พากันเดินคู่ออกมาพร้อมน้ำดื่มแพ้ก 1โหลเตรียมเอาขึ้นรถกลับบ้าน พอเปิดท้ายรถให้วางแม่บอกว่าหมอให้น้ำมนต์กลับมากิน อืมนะ น้ำปลุกเสกกระมัง เดี๋ยวนี้อะไรก็สะดวก น้ำมนต์ไม่ต้องใส่ขัน ยกทั้งแพ้กคาถุงพลาสติกปลุกเสกกันได้เลย เราก็ฟังแล้วเก็บเป็นความรู้ในใจไว้มาแบ่งปันเพื่อนๆนี่แหละ สรุปมาพบหมอ รักษา แล้วก็นำน้ำกลับไปดื่มค่ะ ทำไมการรักษาแบบนี้ถึงมีรถคันงามต่อคิวยาวเป็นสิบๆคัน กลับมาก็ยังครุ่นคิดอยู่เลยค่ะ
ขากลับตอนแรกจะพากันไปอ่างศิลา แต่สามีไม่อยากขับรถย้อนไป เลยขับขึ้นมาทางบางแสนแทน กะว่าแวะทานข้าวกันริมทะเลแล้วก็กลับบ้าน มาถึงปุ้บค่าบริการที่นั่งก็มาปั้บเลย
ที่นั่งผ้าใบที่ละ 30บาทจ้า ทีนี้งงอยู่เรื่องนึงกับรรดาแม่ค้าค่ะ ไม่แน่ใจชายหาดที่อื่นเป็นไหม คือจะมีเมนูมายื่นให้เราประมาณ 5-6เล่ม แล้วแม่ค้าทุกร้านก็รุมนำเสนออาหารร้านตัวเองทันทีจนลูกค้าอย่างเราๆมึนตึ้บไปเลยทีเดียว เอาที่จับใจความทันนะ ร้านแรกจะบอกว่าชั้นขายยำทุกชนิด ร้านสองชั้นขายของย่าง กุ้ง ปลาหมึก ปูต้องร้านชั้น อีกร้านชั้นขายไก่ย่างอย่างเดียว อีกร้านผมขายน้ำอย่างเดียว แม่ค้าพ่อค้าอธิบายว่านี่เป็นนโยบายใหม่ค่ะ ห้ามขายของทับซ้อนกัน แหม่ฟังดูยังกะซื้อขายที่ดินทับซ้อนป่าสงวนแน่ะ พอเราเข้าใจแบบนั้นแล้วก็เลยสั่งอาหารแต่ละอย่างจากแต่ละร้านไปค่ะ พออาหารแต่ละร้านทำเสร็จก็จะมาทยอยเสิร์ฟและเก็บตังค์ไปเลย เราก็ทยอยกินไปพลางๆ ทยอยไป
สรุปพอนั่งทานเสร็จ ลูกชายก็นึกอยากเล่นน้ำทะเลขึ้นมาทันที อ้าว แม่ทำไงละทีนี้ พาเดินทัวร์หาซื้อเสื้อผ้าค่ะ ได้กางเกงเจเจมาตัวนึง ปกติตามตลาดนัดน่าจะ 99บาท แต่วันนี้จ่ายไป 120บาทสำหรับการลงน้ำแบบทันใจวัย 4G ของลูกชาย เสื้อตัวเดิมลงไปเลย เดี๋ยวนี้อะไรก็ทำได้ทันทีแบบไม่ต้องรีรอจริงๆ ไม่มีชุดไม่เป็นไร มีขาย ว่ายน้ำยังไม่เป็น อ่ะมีห่วงยางให้เช่า ทุกอย่างดูสำเร็จรูปไปหมดเลย
หลายสิ่งหลายอย่างดูๆไปก็ยังขัดแย้งในห้วงความรู้สึกนี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ทำไมการรักษาเยียวยามันจึงไม่พัฒนาไปเหมือนอินเตอร์เน้ตค่ายต่างๆบ้าง ความไวนี่มีให้เลือกมากมายหลายโปร แต่การแพทย์ยังมีหลายคนอยากย้อนกลับไปอดีต อยากให้หมอมีเวลาคุยด้วยนานๆ ไม่เหมือนตามโรงพยาบาลสองนาทีเชิญกลับ อาหารการกินเดี๋ยวนี้อยากกินต้องได้กินทันที แค่เอาเข้าจริงๆ ไม่มีมื้อไหนทานได้อร่อยเหมือนนั่งที่บ้านเราหรอกนะ ช้าๆ เรียบๆง่ายๆแต่ทานได้เรื่อยๆไม่ต้องเร่งรีบว่าใครจะมาต่อคิวโต๊ะเรารึเปล่า สุขแบบไม่เร่งรีบ
คิดเสร็จนึกได้พาลูกไปอาบน้ำล้างตัวก่อนจะให้ยืมเสื้อแขนยาวแม่ใส่ขึ้นรถกลับบ้านค่ะ
ขึ้นรถปุ้บหิวๆ แม่ก็มีขนม นมเนยตุนในกระเป๋าโดเรม่อนเสมอ เมื่อลูกหิวเมื่อไรบอกมาพร้อมเสิร์ฟเหมือนร้านสะดวกซื้อ อะไรๆก็ต้องปัจจุบันทันด่วนสินะคะยุคนี้ สู้ๆค่า ไว้เจอกันโพสต์หน้านะคะ
ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ
ทิพย์