ใจเป็นธรรมชาติรู้ หรือเป็นธาตุรู้ เหมือนธาตุตามธรรมชาติต่างๆ เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม ธาตุต่างๆ เหล่านี้ ไม่มีอัตตาตัวตน ไม่มีตัวกูของกู ใครจะมาใส่ความว่าร้ายอย่างไร ก็เฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้แต่อย่างใด ธาตุรู้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราสามารถเข้าถึงธรรมชาติธาตุรู้ ที่มีอยู่ในตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เราจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะความทุกข์เกิดจากความหลงยึดถือ ในธาตุต่างๆ ว่าเป็นตัวเราเป็นของๆ เรา ทุกข์จึงเกิดขึ้น เมื่อธาตุต่าง ๆ เหล่านั้นแปรปรวน แตกสลายไป
การที่เราจะเข้าถึงธรรมชาติรู้ที่แท้จริงที่มีอยู่ในตัวเองตลอดเวลาได้นั้น เราจะต้องฝึกเริ่มตั้งแต่การมีสติรู้สึกตัว ตัดกระแสของความหลงคิดปรุงแต่งให้ได้ก่อน เมื่อกระแสความหลงคิดปรุงแต่งเบาบางลงแล้ว เราจะพบกับธรรมชาติรู้ได้บ่อยขึ้นมากขึ้น เราจะเข้าใจความจริงมากขึ้นว่าสิ่งใดคือความคิด สิ่งใดคือความหลง สิ่งใดคือความทุกข์ และสาเหตุของทุกข์เกิดจากอะไร
แต่มีอยู่วิธีหนึ่ง ที่เป็นวิธีการที่จะสามารถเข้าถึงภาวะของธรรมชาติรู้ได้ชั่วขณะ นั่นคือ วิธีการกลั้นลมหายใจ กลั้นลมชั่วอึดใจเดียว เหมือนตอนที่เราดำน้ำกลั้นลมไว้ชั่วขณะหนึ่ง ถ้าเราลองสังเกตุภาวะในขณะที่กลั้นลมหายใจนั้น ความคิดหลากหลายต่างๆ ทั้งหมด ที่มีมากมายในตอนแรก ได้ลดน้อยลงมาก หรือไม่มีเลย เหลือเพียงแต่ภาวะนิ่งอยู่ รู้อยู่เฉยๆ สงบเงียบ และว่างเปล่า นั่นแหละ คือภาวะของใจ ที่มีคุณลักษณะที่เป็นธาตุรู้ จะมีรู้อยู่เฉยๆ และไม่ได้รู้อะไร เป็นอิสระจากความคิดทั้งหมด แต่จะเป็นแค่ชั่วคราว เมื่อเราเริ่มหายใจ ความคิดก็จะไหลเข้ามาอีกเหมือนเดิม โบราณท่านจึงคิดคำพูดที่เรารู้จักกันดีว่า "ลมหายใจ" หมายถึง เมื่อลมหายใจหายไป ก็จะถึง "ใจ" เมื่อลมหายก็ถึงใจ ใจอันเป็นสภาพรู้ล้วนๆ เป็นสภาพรู้กลางๆ รู้เฉยๆ มีสมาธิในตัวมันเอง ไม่มีเรื่องมีราวอะไร หรือเรียกอีกอย่างว่า "ใจกลาง"
"ผู้ใดเข้าถึงความเป็นกลางหรือใจได้ ผู้นั้นจักพ้นจากทุกข์ทั้งปวง"