แนวทางหลักการปฏิบัติธรรม
การศึกษาที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกศาสนา ทุกภาษา ในห้องเรียนนี้คือกายและใจ ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด
ขั้้นตอนในการศึกษามีดังนี้
ขั้นที่ 1 ในส่วนของรูปธรรม
เบื้องต้นให้มีสติตระหนักรู้ รับรู้ถึงองค์ประกอบของร่างกายในส่วนหยาบ ว่าเป็นธาตุ 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม จะรู้ความเป็นธาตุได้จากความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกาย เช่นความรู้สึก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ให้มีสติตระหนักรู้ถึงความรู้สึกต่างๆ นั้น อย่างตรงไปตรงมา ต่อมาสิ่งละเอียดที่ติดกับส่วนหยาบก็เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัสต่างๆ ให้มีสติตระหนักรู้ รู้ความรู้สึกต่างๆที่เกิดกับกาย
เมื่อมีสติตระหนักรู้อยู่เช่นนี้สม่ำเสมอ จะพบว่า กายนี้ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ไม่มีแก่นสารของความเป็นตัวตน ไม่ภาวะที่รู้สึกว่าเป็นตัวเราของเรา มีแต่สภาพธรรมล้วนๆ ของมันเองเท่านั้น เมื่อมีสติตระหนักรู้กายอยู่เช่นนี้ ก็จะสามารถคลายความกอดรัดยึดถือในกายว่าเป็นตัวเรา เป็นตัวเขา เป็นนั่น เป็นนี่เสียได้
ขั้นที่ 2 ในส่วนของนามธรรม
นามธรรมก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้มีสติตระหนักรู้ รู้สึกถึงสภาวะอาการทางใจ ให้รู้ตามความเป็นจริง ในลักษณะของอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ว่ามีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คืออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ มีความเกิดดับไปเป็นธรรมดา เมื่อมีสติตระหนักรู้เห็นถึงความจริงเช่นนี้ ก็จะสามารถคลายความกอดรัดยึดถือในนามธรรมต่างๆ ว่าเป็นตัวเรา เป็นตัวเขา เป็นนั่นเป็นนี่เสียได้
การมีสติตระหนักรู้ รู้สึกถึงสภาวะทางฝ่ายนามธรรม ต้องประจักษ์แจ้งด้วยจิตตนเอง ดังนี้
1 ตัดความวิตกกังวลในอดีตและอนาคตออกไป แล้วชำเลืองมองดูจิตใจตนเอง ว่ามีความรู้สึกแจ่มใสหรือเศร้าหมองอย่างไร ด้วยสติตระหนักรู้ จนจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ทรงตัวเป็นปรกติ
2 เมื่อจิตทรงตัวเป็นปกติได้ เป็นกลางได้ ก็จะสามารถเห็นอารมณ์ความนึกคิดปรุงแต่งต่างๆ ด้วยความเป็นกลาง จะเห็นอารมณ์ทั้งหลาย เกิดขึ้นมาแล้วดับไปเป็นธรรมดา จิตจะมีปรกติวางเฉย ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย สักว่ารู้อารมณ์ และเห็นรูปนามเกิดเอง ดับเองตามธรรมชาติของมันเอง
3 ความรู้สึกว่าไม่มีตัวตนแจ่มชัดในความรู้สึกเมื่อใด จึงจะพบเข้ากับสิ่งที่มีอยู่ในภายใน เป็นสิ่งที่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ไม่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปล เป็นอมตะ ไม่มีการเกิดการตาย สิ่งใดที่มีความเกิด สิ่งนั้นย่อมมีความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นธรรมดา
4 เมื่อจิตเห็นความจริงชัดเจนแล้ว จิตจะวางทุกอย่าง โดยเฉพาะวางตัวมันเอง ไม่เกาะเกี่ยวสิ่งใด คือไม่ยึดถือว่าเป็นเองเป็นอะไรๆทั้งหมด จึงมีแต่สภาวะธรรมล้วนๆ เท่านั้น
5 เมื่อผู้รู้มองเห็นสภาวพธรรมล้วนๆ อย่างแจ่มแจ้ง ย่อมเบื่อหน่ายในการทนทุกข์ ซ้ำๆซากๆ เมื่อรู้ความจริงทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมโดยทั่วถึงแล้ว จะเห็นผลประจักษ์แก่ใจว่า สิ่งที่หลุดพ้นจากทุกข์นั้นมีอยู่จริง โดยไม่ต้องเชื่อตามใคร ไม่ต้องถามใครอีก เพราะพระธรรมเป็นปัจจัตตัง คือ รู้ได้เฉพาะตนจริงๆ ผู้ที่มองเห็นความจริงในภายในแล้ว จะยืนยันความจริงอันนี้ได้เสมอ.