สวัสดีค่ะ ชาว steemit,
ตอนนี้ที่เกาะพะงันกำลังเข้าสู่หน้าไฮซีซัน เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่เกาะพะงันกันอย่างคับคั่งมากกว่าปกติ ไปจนถึงเดือนเมษายนหรืออาจจะเลยไปถึงกลางพฤษภาคม ช่วงนี้วิก็ค่อนข้างจะยุ่ง (วันนี้ขอไม่ใช้คำว่าดิฉันแล้วนะค่ะ เพราะเราก็รู้สึกสนิทและคุ้นเคยกันมากขึ้น ขอแทนด้วยชื่อเล่นตัวเองเลยหละกัน) เพราะกิจการที่วิทำอยู่ก็จะมี พารากอน สปา รีสอร์ท ที่ตั้งอยู่ที่หาดเจ้าเภา และมี ร้านเสื้อผ้าที่เปิดไว้ที่ตลาดท้องศาลา และเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมาก็ได้ฤกษ์เปิดรีสอร์ทใหม่อีกที ชื่อ Zama Resort ก็เลยค่อนข้างจะยุ่งๆ วุ่นวายหน่อย แต่ก็พยายามจะหาเวลามาทักทายเพื่อนๆ ทุกคนใน steemit ถ้าไม่ได้มาทักทายก็กลัวจะนอนไม่หลับ เหมือนอะไรมันขาดหายไป :)
เพื่อนๆ ก็คงจะคิดว่าวิเอาเวลาไหนมาพักผ่อน เพราะตอนนี้ก็ทำหลายอย่างเหลือเกิน แถมเดือนหน้าจะไปเรียนเป็นครูสอนโยคะอีก แบ่งเวลายังไง จริงๆ บางทีก็เหนื่อยนะคะ หัวคิดตลอดว่าเราทำอันนี้แล้วไปต่ออีกอย่าง แต่มันก็สนุกดี ท้าทายตัวเอง วิคิดว่าบางคนก็ทำงานหลายๆ อย่างมากกว่าวิซะอีก
ไหนๆ ก็เกริ่นเรื่องรีสอร์ทใหม่แล้ว ก็เลยอยากจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าไปยังไงมายังไงถึงเลือกทำที่นี้ ตอนที่วิทำ พารากอน สปา รีสอร์ทได้ 1 ปีกว่า ตอนนั้นก็คุยกับสามีว่า เราควรจะหาซื้อที่ๆ เป็นของเราเองดีกว่าไหม เพราะเราเลือกจะอยู่ที่นี้ด้วยกันทั้งคู่ ไม่มีใครอยากจะย้ายไปอยู่ที่อื่น ก็เลยมองๆ หาซื้อที่ดินที่เราคิดว่าจะมาทำเป็นโรงแรมหรือรีสอร์ท เพราะที่พารากอน สปา รีสอร์ท เราเช่าทำธุรกิจ ก็เลยเหมือนมีรายได้เท่าไหร่เราก็ต้องแบ่งมาจ่ายค่าเช่าสำหรับปีหน้า ถึงจะทำไปอีก 10-20 ปี ที่ต้องนี้ก็ไม่ใช่ของเรา ดังนั้นวิก็เลยปรึกษากับสามีว่าธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่นี้มันไปได้ดีนะ ถึงจะไม่โดดเด่นทำกำไรเป็นหลักหลายๆ ล้าน แต่ก็คุ้มค่าไม่ต้องไปเป็นลูกน้องใคร ก็เลยตัดสินใจว่าจะหาซื้อที่ทางบนเกาะพะงัน
อยากจะบอกว่าการซื้อที่บนเกาะพะงันนี้เป็นอะไรที่ปราบเซียนมาก ที่บนเกาะพะงันเหมือนที่เงินที่ทอง ราคานี้ก็แพงหูฉี่ แต่คนก็ขวนขวายจะซื้อกัน ส่วนมากตอนนี้ก็มีชาวต่างชาติมาซื้อกันไว้เยอะแล้ว ก็นะค่าเงินเค้ามันสูง ทำให้เค้าตัดสินใจง่ายกว่า เพราะซื้อที่ดินบ้านเราก็ถูกกว่าบ้านเค้าเอง ตอนที่วิไปดูที่กับสามี ที่แรกเป็นที่ติดทะเลหน้าหาดเป็นป่าโกงกาง ทำให้ทะเลตรงนั้นเป็นดินเลน ไม่ใช่หาดทรายขาวๆ เหมือนที่อื่นๆ และระดับน้ำก็ไม่สูงมาก คือ ไม่เหมาะกับการลงว่ายน้ำเลย แต่เหมาะกับการมองดูน้ำทะเล ดูคลื่นซะมากกว่า คือตอนนี้ที่ดินติดชายทะเลบนเกาะพะงันนั้นแพงมากๆ แพงเกินจะบรรยายได้ กะว่าขายแล้วปลดหนี้ปลดสิน ไม่ต้องทำมาหากินกันไปเลย ทำให้ที่ดินที่วิสนใจตรงนี้ราคาไม่แพงมากนัก ยังพอจะรับได้ที่จะลงทุน แต่ก็ไม่ใช่เงินวิหรอกนะ ก็คงต้องไปหยิบยืมจากแม่สามีเหมือนเดิม 5555
พอเราเห็นที่ตรงนี้ก็ถูกใจนะ เตรียมทำเรื่องขอกู้ธนาคารพร้อมการก่อสร้างเลย แต่เราก็บอกเจ้าของที่ดินนะว่า เราไม่มีเงินถุงเงินถังอะไร ต้องรอการอนุมัติจากธนาคารก่อน เราก็พูดไปตามความเป็นจริง ไม่มีมาโม้มาขายฝันให้เจ้าของ แต่เรื่องเงินเรื่องทองนะค่ะ มันเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะถ้าเจ้าของที่ดินร้อนเงิน บางทีก็พูดยาก เดือนนี้บอกขาย เดือนหน้าบอกดูก่อน อีกเดือนทะเลาะกับคนในครอบครัว ปัญหาเยอะค่ะ แต่วิก็ไม่ปล่อยนะ สู้จนหยดสุดท้าย จนจะถึงวันที่เราจะนัดเค้าทำสัญญา สุดท้ายเค้าก็เปลี่ยนใจไม่ขาย คือปั่นไปปั่นมาเกือบครึ่งปี 5555 ไอ้เราก็หงุดหงิดนะค่ะ เสียเงินในการออกแบบสร้างโครงการ เสียเวลาวิ่งไปวิ่งมา แถมเราต้องไปจ้างทนายทำสัญญา บอกเลยว่าเข็ดเลยตอนนั้น แต่มาคิดอีกที ถ้าที่มันไม่ใช่ของเราก็คือไม่ใช่ ไปเครียดมากก็ไม่มีประโยชน์ ถือซะว่าเป็นบทเรียน แล้วได้รู้นิสัยคนด้วย แต่มาคิดตอนนี้ก็คิดว่าโชคดีที่ไม่ได้ที่ตรงนั้น เพราะถ้าได้มาก็คงจะไม่มีความสุข เพราะคงต้องได้ทะเลาะกับเพื่อนบ้านแทน เพราะเค้าก็ไม่เต็มใจให้คนของเค้าขายให้เรา
แต่มันก็คงเป็นโชคชะตาที่เชื่อมต่อให้กันมากกว่า เพราะว่าสถาปนิกที่ออกแบบโครงการให้วิ เค้าก็สงสารเราที่ลงเงินไปเยอะกับค่าแบบแต่ก็ไม่ได้อะไรกับมา ได้แต่กระดาษเขียนแบบ (เศร้าดีไหม) แต่แบบโครงสร้างตรงนี้ถ้ามันสามารถปรับกับพื้นที่ใหม่ได้ เราก็ไม่ต้องเสียเพิ่ม ตอนนั้นวิกับสามีเราไม่อยากมานั่งเสียใจกับเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาหาที่กันใหม่ เพราะอยากจะได้ที่ให้เร็วที่สุด เพราะเราเช่าทำพารากอน สปา รีสอรท์แค่ 4 ปี เท่านั้น เรากลัวว่าถ้ามาสร้างใหม่ไม่ทันหมดสัญญา เราอาจจะมีปัญหาธุรกิจหยุดชะงัก เราอย่างให้ทุกอย่างต่อเนื่องไปเลยค่ะ ไม่ต้องพักกันเลยงานนี้ พี่สถาปนิกก็ดีมากค่ะ ช่วยหาจนเราได้ที่ๆ สวย มากๆ ไม่ไกลจากพารากอน สปา รีสอร์ท แต่เหมือนพรหมลิขิตชักพา มันดันเป็นที่ติดกับโรงแรมแรกที่วิกับสามีเคยทำงานด้วยกัน 555 ก็ตลกดีค่ะ ที่อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก พอเราเจอที่ตรงนี้ คือที่สวยมากค่ะ เห็นวิวทะเลและพระอาทิตย์ตกดิน และยังมองเห็นเกาะสมุยด้วย ใครๆ ก็บอกว่าสวยและราคาที่ซื้อก็สมเหตุสมผล เราเลยคิดว่ามันเป็นดวงมากกว่า คือที่แรกที่เราไปดูไม่ได้ เพราะดวงคงอยากให้เราไปเจอพี่สถาปนิก คนที่จะพาเรามาได้ที่ตรงนี้แทน 5555 ช่างสลับซับซ้อนและใช้เวลาเป็นปีเลยกว่าจะได้ที่ แต่สุดท้ายเราก็ได้ที่ดินมาครอบครองแล้ว
หลังจากนั้นเราก็รีบปั่นสร้างโครงการขึ้นมาเลยค่ะ เสียเงินกันอีกรอบ แต่มันก็ต้องยอมเสียนะคะ เพราะเราต้องยื่นเอกสารทุกอย่างให้ธนาคารอนุมัติ ไม่มีใครเค้าจะมาฟังแต่เราพูดหรอกค่ะ ทุกอย่างต้องถูกโชว์มาทางเอกสารทั้งนั้น ไม่ว่าจะเงินรายได้ที่เรามี รายจ่าย ข้อมูลที่จะต้องโชว์ เราต้องเอามาเสนอให้ธนาคารดูเบื้องต้น เยอะสิ่งอย่างค่ะ แหมจะเอาเงินเค้าเนอะก็ต้องแสดงหลักฐานทุกอย่างที่เค้าขอ เห็นไหมการทำธุรกิจมันไม่ได้ง่ายๆ เลย เวลาเราเห็นใครสำเร็จในธุรกิจการงานเราควรยินดีและชื่นชมเค้านะค่ะ เพราะกว่าเค้าจะมาถึงจุดที่เค้าลืมตาอ้าปากได้ มันไม่ง่ายเลย แต่คนเรามักจะมองเห็นแค่ผลสำเร็จของคนอื่นแต่ไม่เคยนึกถึงเส้นทางที่เค้าเดินว่ามันลำบากขนาดไหน จึงชอบคิดว่าคนพวกนี้โชคดี แต่โชคอย่างเดียวช่วยไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าไม่มุ่งมั่นและสู้จริงๆ
แต่สุดท้ายเราก็ต้องหยุดโครงการเราไว้ก่อนค่ะ เพราะว่าตัวโครงการใช้งบประมาณในการก่อสร้างจนแล้วเสร็จสามารถเปิดกิจการได้ เป็นเงินค่อนข้างสูง เพราะเราต้องการโรงแรมที่เทียบระดับ 5 ดาว ดังนั้น เราก็เลยคิดว่าสงสัยต้องพับโครงการไว้ก่อน ตอนนั้นดิฉันก็เศร้านิดนึงนะคะ เพราะกลัวว่าถ้าไม่ได้ทำโรงแรมที่เราจะสร้างขึ้นมาเอง แล้วถ้าเราหมดสัญญากับทาง พารากอน สปา รีสอร์ท แล้วเราจะทำยังไง สามีเลยบอกสงสัยเราต้องกลับไปทำงานประจำแทนแล้วมั้ง คือเราก็ไม่กลัวที่จะกลับไปทำงานประจำนะคะ แค่เสียดายสิ่งที่เราฝันไว้มากกว่า
โครงการที่ฝันต้องถูกพับไว้ก่อน แต่เราก็ทำดีที่สุดแล้วไม่เป็นไร สู้กันใหม่
คนเราถ้าไม่หยุดขวนขวาย หยุดมองหาโอกาส ยังไงเราก็มีทางรอดค่ะ หลังจากเรามั่นใจแล้วว่าโครงการที่เราจะทำบนที่ดินเราเองอาจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเร็วๆ นี้ สามีก็เลยลองเช็คหาดูว่ามีโรงแรมที่ไหนบนเกาะพะงันที่อาจจะเปิดให้เช่าระยะยาวและมีจำนวนห้องที่มากพอที่เราจะทำธุรกิจได้ เพราะถ้าเราต้องการจะสานฝันเราต่อ ทางธนาคารอยากจะให้เราขยายกิจการตัวเองออกไปก่อน โดยไม่ต้องพึ่งเงินธนาคาร เพื่อจะได้มีรายได้มาแสดงให้ธนาคารดูในอนาคต และความบังเอิญก็ทำให้เราได้ทำที่ใหม่ เพราะสามีโชว์รูปให้ดูว่ามีโรงแรมบนเกาะพะงันที่ต้องการจะขายกิจการหรือปล่อยเช่าในระยะยาว แต่สามีบอกไม่รู้อยู่ที่ไหน เค้าอยากชวนเราไปดู พอเค้าโชว์รูปวิก็บอกว่าวิรู้จักนะโรงแรมนี้ วิวสวย แต่มันเหมือนโรงแรมร้าง เพราะคนไม่ค่อยมี ดูเงียบๆ เหงาๆ ก็เลยชวนกันไปดู พอดูเสร็จแล้วก็คิดว่าเราสามารถทำอะไรกับโรงแรมนี้ได้อีกเยอะ เพราะพื้นที่โรงแรมมีมาก แถมมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบแล้ว ทั้งร้านอาหาร สระว่ายน้ำ แถมมีหาดส่วนตัวด้วย และที่สำคัญไม่ห่างจากรีสอรท์แรกของเรา ทำให้เราสามารถเข้ามาดูแลได้ทั่วถึงทั้ง 2 ที่ แค่ขี่มอเตอร์ไซต์ประมาณ 2 นาทีก็ถึงกันแล้วค่ะ
วิกับสามีเป็นพวกคิดเร็ว ทำเร็ว คือ พอเรารู้ว่าเรามีความมั่นใจกับที่ตรงนี้ก็นัดพบเจ้าของและเจรจานัดวันทำสัญญา และเราก็ได้เข้ามาทำเมื่อวันปีใหม่ ฤกษ์ดีของพวกเราเลยค่ะ วันใหม่ ส่ิงใหม่ๆ ตอนนี้งานหนักรอเราอยู่ค่ะ แต่เราก็ไม่กลัว เพราะวิคิดว่าเราทั้งคู่ยังมีแรง อีกอย่างเราใช้สมองทำงาน แล้วเราจ้างเด็กๆ รุ่นใหม่ ให้เค้าเป็นมือเป็นไม้ให้เราแทน เราไม่ต้องลงไปทำเองทั้งหมด ไม่งั้นเหนื่อยตายแล้วจะมาบ่นว่าเหมือนหาเหาใส่หัว
ตอนนี้ก็กำลังทำการปรับปรุงใหม่ หลายๆ ส่วน ตั้งแต่ส่วนต้อนรับไปจนถึงในห้อง ก็ทะยอยทำทีละเล็กทีละน้อยค่ะ เพราะทุกอย่างต้องใช้ทุนทั้งนั้น ถ้าเราทำอะไรพลีพลามทุนไม่พอเราก็จะต้องมานั่งเครียดอีก
คราวหน้าวิจะทยอยลงรูปและอัพเดทความเปลี่ยนแปลงของรีสอร์ทใหม่ อีกทีนะค่ะ อยากให้เพื่อนๆ เป็นกำลังใจให้วิหน่อยนะค่ะ วิเชื่อเสมอว่าคนเราถ้าตั้งใจเราก็ทำได้ทุกอย่าง
สภาพโดยรวมก็ไม่ถึงกับรับไม่ได้แต่ต้องปรับปรุงอีกเยอะเลยค่ะ ห้องก็ยังธรรมดา ไม่มีอะไรน่าดึงดูด ทั้งที่วิวสวย ห้องกว้าง ส่วนความเขียวขจีและความเรียบร้อยในรีสอร์ทนี้ต้องปรับปรุงให้เร็วที่สุด
บางคนก็อาจจะคิดว่าวิโชคดีแม่สามีคงมีเงิน จริงๆ แม่ก็ไม่ได้มีมากอะไรหรอกค่ะ แม่ก็ให้เงินเก็บที่ควรจะเก็บไว้เวลาหลังเกษียณมาช่วยเรา คือแม่สามีบอกว่าเงินที่ให้มามันไปต่อยอดอนาคตให้ลูกชายคนเดียวของแม่ได้ และที่สำคัญแม่รู้ว่าเราทั้งคู่ต้้งใจทำงานจริงๆ และแม่เองก็คิดว่าเกาะพะงันจะเป็นบ้านหลังที่สอง ในตอนที่แม่เลิกทำงาน หรือว่าหนีหนาวมาจากสวิสเซอร์แลนด์ ดังนั้นเราก็ยิ่งต้องทำให้ดีที่สุดไม่อยากให้แม่ผิดหวัง เพราะเราก็อยากจะดูแลแม่สามีในยามบั้นปลายชีวิตเหมือนกัน
ถ้าได้เห็นวิวนี้ทุกเช้าก่อนเริ่มทำงานก็มีพลังแล้วค่ะ
วิก็มนุษย์ธรรมดานี้แหละค่ะ ที่ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินกันต่อไป แต่วิเองก็ยังพยายามหาความสมดุลให้กับชีวิต ว่าเราจะไม่โลภหรือเห็นแก่เงินหรือเห็นแก่ตัวอยากได้ของคนอื่น เพราะสุดท้ายเวลาเราจากไปเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ แค่อยากจะทิ้งความดีไว้ให้คนระลึกถึงก็ยังดีค่ะ (คมไหมค่ะ อิๆ)
ไว้เจอกันอีกครั้งหน้านะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
วิ