เมื่อเร็วๆนี้ ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ Facebook มากกว่า 87 ล้านบัญชี รั่วออกมา และอีกไม่กี่วันต่อมา ก็มีข่าว ของ Truemove H ว่ามีการทำงานที่ผิดพลาดจนทำให้ข้อมูลลูกค้ากว่า 46,000 บัญชี หลุด ออกมาเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและเราเองควรระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะข้อมูลของเราไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ที่อยู่ อีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ จนไปถึงข้อมูลบัตรประชาชน สามารถนำผลเสียมาให้เราและบางครั้งอาจจะส่งผลถึงชีวิตเลยก็ว่าได้ค่ะ
วันนี้ซาญ่าเองก็อยากจะมาสรุป timeline ของทั้งสองฝั่งกันนะคะ เริ่มจาก Facebook ก่อนเลย
Credit : www.financialexpress.com
ในปี 2013 Aleksandr Kogan ได้สร้าง application ที่ ไว้ทายบุคลลิกภาพ ใน facebook ซึ่ง แอปตัวนี้เอง สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานได้ ซึ่งถ้าเพื่อนๆ นึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไง ให้ลองจิตนาการถึง ควิซ ต่างๆ ที่อยู่ใน facebook เช่น คุณเป็นใครในเรื่องบุพเพสันนิวาส คุณจะเป็นอย่างไรใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งก่อนที่เราจะเข้าไปเล่นควิซ เขาก็จะขออนุญาติเราก่อนว่า ขอสิทธิ์เข้าไปในโปรไฟล์ของเรานะ ซึ่งหลายคนก็ตกลงเพราะอยากเล่น และตอนนี้แหละค่ะ ที่เขาจะเอาข้อมูลของเราไป
และในปีถัดหน้า Facebook เองก็ได้รู้ว่า Kogon ได้เอาข้อมูลเหล่านั้นไปขายให้กับ CA หรือ Cambridge Analytica ทำให้ Facebook ได้ขอให้เขาเหล่านั้นลบข้อมูลออกให้หมดเนื่องจากผิดกฏหมายอย่างมาก แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เมื่อ Facebook พบว่าเขายังไม่ลบข้อมูลตามสัญญา
ที่นี้ CA เขาเอาข้อมูลของผู้ใช้ไปทำอะไรล่ะ เขาก็นำข้อมูลเหล่านี้เพื่อเอาไปใช้ในการหาเสียงให้กับ Donald Trump ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบัน หลายๆคนอาจจะรู้จัก คำว่า Data science, Big data หรือ Data Mining ซึ่งมันก็คือ การนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เช่น ดูว่าผู้ใช้คนนี้มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคอะไรหรือสนใจการเมืองแค่ไหน หลังจากวิเคราะห์แล้วเขาก็ เอาข้อมูลมาทำเป็น โฆษณาทางสื่อต่างๆ เพื่อ ดิสเครดิสอีกฝ่าย หรือ เพื่อโน้มน้าวคนให้เลือกพรรคนั้นๆ
Credit : www.mxphone.net
ที่นี้เราก็มาต่อกับฝั่งของประเทศไทยเราเองบ้าง นั้นคือ TrueMove H ได้ทำข้อมูล สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้าหลุด ซึ่งนักวิจัยความมั่นคงชาวไอร์แลนด์ได้กล่าวว่า TrueMove เผลอตั้งค่าระบบ cloud แบบไม่รัดกุม ทำให้คนอื่นเอาข้อมูลไปได้ ซึ่งทาง TrueMove เองก็ ออกมา ชี้แจงเพื่อปกป้องความปลอดภัยของลูกค้า ซึ่งเขาได้บอกว่าเหตุการณ์นี้เป็นของผิดของ iTureMart ส่วนทาง กสทช ก็ยังไม่สรุปว่าเป็นความผิดของ TrueMove ซาญ่าขอสรุปเลยนะคะ TrueMove จะไม่ได้โดนลงโทษแต่อย่างใด เพราะกฏหมายไทยไม่ได้กำหนดโทษไว้ และ ไทยเองยังไม่มี พ.ร.บ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ที่นี้เพื่อนๆเห็นความแตกต่างระหว่างไทยและต่างประเทศไหมค่ะ ถ้าใครที่อยู่ประเทศไทยน่าจะกังวลกว่ามาก เนื่องจาก ถ้าข้อมูลในโลกออนไลน์เราหลุดไป แล้วใครเอาข้อมูลของเราไปทำอะไรไม่ดี เราก็ไม่สามารถเรียกร้องอะไรคืนได้เลย
ซึ่งเพื่อนๆรู้ไหมค่ะว่า ถ้าข้อมูลบัตรประชาชนเราหลุดไป สามารถทำอะไรได้บ้าง มิจฉาชีพ สามารถเอาข้อมูลไปใช้ในเวบไซด์ของกรมสรรพากร สอบถามข้อมูล คืนภาษี ซึ่งสามารถรู้ไปถึงรายได้ของเราของเรา หรือ เราอาจจะเป็นหนี้บัตรเครดิตโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากมิจฉาชีพจะเอาไปทำบัตรเครดิตของตัวเอง ซึ่งก็มีให้เห็นตามข่าวอยู่บ่อยๆ
สุดท้ายนี้อยากให้เพื่อนระมัดระวัง การเปิดเผยข้อมูลในโลกออนไลน์ เพราะข้อมูลเหล่านี้ มิจฉาชีพสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมาย ทั้งทางด้านการเมือง ธุรกิจและเรื่องส่วนตัว