Health & Hope : ป่วยได้ก็หายได้ อย่าสิ้นหวัง

pjpresent(49)
Published in
#thai
Words
209
Reading
1 min
Listen
Play
9y

อ่านข่าว นักศึกษา โดดสะพานหวังฆ่าตัวตาย เพราะเป็นโรคหลอดเลือดตีบในสมอง
ก็ทำให้อดคิดย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อนไม่ได้
วันนี้ก็เลยขอเอาเรื่องของตัวเองมาเขียน
เผื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง ไม่มากก็น้อยค่ะ

IMG_0616.jpg

เมื่อปี 2533 ฉันมีอาการปวดหัว ปวดหนักมากที่บริเวณท้ายทอย
แล้วร้าวมาถึงขมับทั้งสองข้าง
ปวดทรมานระดับ 8 ปวดจนอาเจียน ตาพร่ามัว หน้าซีด มือเท้าซีดราวกับศพ
และถึงขั้นหมดสติ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจรักษา
แพทย์วินิจฉัยว่า ป่วยเป็น "ไมเกรน"
เพราะอาการจะคล้ายๆ กัน ซึ่งไม่ได้มีอาการตลอดเวลา
แต่พอมีอาการทีไร จะหนักหนาสาหัสทุกที

2 ปีที่ฉันวนเวียน เข้า-ออก โรงพยาบาล
เป็นทั้งผู้ป่วยนอก ไปตรวจ รับยา กลับบ้าน
และผู้ป่วยใน ที่ต้องนอนให้น้ำเกลือ ไม่ต่ำกว่า 4 ขวดทุกครั้ง
ทำ CT Scan, MRI ตามคำแนะนำของแพทย์ที่รักษา
เปลี่ยนโรงพยาบาล ใครแนะนำโรงพยาบาลไหน หมอเก่ง หมอดี ฉันไปหมด
แม้กระทั่ง ..รักษาทางแผนโบราณ ด้วยสมุนไพร ก็เอาหมด
ขอเพียงให้ฉันแข็งแรง หมดเงินไปหลายหมื่น

ช่วงนั้น ..อารมณ์ และจิตใจห่อเหี่ยวมาก ทุกข์ทรมานกับการเจ็บป่วยจริงๆ
จนเคยภาวนาว่า ..พรุ่งนี้อย่าตื่นมาเลย เพราะกลัวความเจ็บปวด
แต่ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล

มันกระทบกับชีวิตประจำวัน กระทบการทำงาน
ไม่มีใครเข้าใจว่า ฉันเป็นอะไร
เพราะอยู่ดีๆ ก็มีอาการปวดหัว แบบปางตาย
ไม่มีสัญญาณใดๆ บอกล่วงหน้าด้วยซ้ำไป
บางคน ค่อนขอดว่า ฉันขี้โรค
พูดจาเสียๆ หายๆ กันไป สภาพจิตใจฉันยิ่งแย่หนัก

แล้ววันหนึ่ง ..ญาติผู้พี่ โทร.มาบอกว่า
พบหมอคนหนึ่ง เป็นนายแพทย์พิเศษมาเป็นฟรีแลนซ์ให้
โรงพยาบาลเอกชนย่านหัวหมาก
เป็นแพทย์ด้านโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและ สมอง (neuropathy)
ให้ไปลองรักษาดู ฉันก็ไม่รั้งรอที่จะไป
วันแรก ครั้งแรก การตรวจรักษาก็เหมือนๆ กับ โรงพยาบาลอื่น
หมอให้ยาแก้ปวดมา มีการปรับเปลี่ยนยาบางตัว
(เอายาจากโรงพยาบาลเดิมไปให้ดูด้วย)
และนัดพบอีก 1 สัปดาห์ต่อมา

ฉันไปตามนัด ครั้งนี้ หมอซักถามอาการขั้นต้น
แต่เพิ่มเติมคือ ..การให้มองตามนิ้ว เพื่อดูปฏิกิริยาของสายตา
และการเดินตามเส้นสีขาวที่พื้น เพื่อดูการทรงตัว
หมอตรวจพบว่า "ความดันต่ำ" ซึ่งคนเป็นไมเกรน ความดันจะไม่ต่ำ
จึงสั่งตรวจ สมอง อีกครั้ง ...จึงพบว่า "เส้นเลือดในสมองตีบ"
ท่านอธิบายว่า เกิดจากการผิดปกติของเส้นเลือดบางจุดมีการตีบ แคบ
ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่สะดวก แล้วส่งผลให้เกิดอาการ

จากนั้นก็ปรับเปลี่ยนยาให้ใหม่
และให้การบ้านมาทำคือ "บันทึกพฤติกรรม"
โดยทำเป็นไดอารี่ เขียนเลยว่า ตื่นกี่โมง กินกี่โมง กินอะไรบ้าง
มีอาการเวลาไหน ฯลฯ อย่างละเอียด
แล้วอีก 30 วัน มาพบกันใหม่ ..ฉันก็ทำตามทุกคำสั่ง

คุณหมออ่านไดอารี่แล้ว ..ชมว่า เป็นคนไข้ที่เชื่อฟังหมอดีมาก
ท่านถามมาว่า "ระหว่างอ้วน กับ ปวดหัว คุณเลือกอะไร"
ฉันตอบไปว่า ..ฉันเลือกอ้วน (ก็ตอนนั้นอยากหายป่วยนี่นา)
น้ำหนักตัวนะตอนนั้นอยู่ที่ 38 กก. แถมยังชอบเล่นกีฬาเลยไม่กลัวอ้วน
คุณหมอบอกประเภทอาหารที่ต้องห้ามมาว่า
ให้เลี่ยงอาหารประเภท
ช็อคโกแลต, กล้วยหอม, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, กะทิ
"ผมขอเวลาคุณ 2 ปี"

แล้วก็เริ่มมีการรักษาอย่างจริงจัง ทั้งยา กายภาพ
ปริมาณยาค่อยๆ ถูกปรับลดลงๆ จนถึง ครั้งสุดท้ายที่พบกัน
คุณหมอบอกว่า ..ต่อไปไม่ต้องกินยาต่อเนื่องแล้วนะ
จริงๆ โรคนี้รักษาไม่หาย แต่มีวิธีป้องกันอาการ
คือ ต้องระวังในเรื่องของอาหาร ไม่ทานอาหารต้องห้าม
ไม่พักผ่อนน้อย ดื่มน้ำสะอาดให้ปริมาณพอเพียงต่อร่างกาย
และพยายามออกกำลังกาย

20160227_115743.jpg

ใช้เวลารักษาตั้งแต่เริ่มแรก (2 ปีแรกที่ว่าป่วยเป็นไมเกรน)
จนถึงวันที่คุณหมอให้หยุดกินยาขยายหลอดเลือด
รวมแล้ว 4 ปี ..ซึ่งปัจจุบัน ไม่ต้องกินยาอะไรที่เกี่ยวกับโรคนี้แล้ว
เพราะฉันดูแลตัวเองค่อนข้างดี
แม้น้ำหนักจะขึ้นมามากกว่าเดิมถึง 30 กก. แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าค่ะ

กำลังใจ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนป่วย
จึงขอเป็นกำลังใจให้กับคนป่วยทุกๆ คนค่ะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน และโหวตให้ทุกๆ ท่านด้วยนะคะ
pjpresent@pjpresent

Health & Hope : ป่วยได้ก็หายได้ อย่าสิ้นหวัง | Ecency