ไม่อย่างนั้นแล้ว
ฝนจะสาด พื้นบ้านจะเปียก
เราอาจจะบอกว่า ฝนตกไม่หนัก
เราอาจจะบอกว่า เรารู้น่ะ คุมได้
เราอาจจะบอกว่า เปิดแง้มนิดเดียวน่ะ
แต่จริงๆแล้วนะ
ละอองฝน มันสาดเข้ามาได้หมด
และมันจะทำให้พื้นห้องเราเปียก
สุดท้าย ก็เหลือแค่เรานั่นแหละ
ที่ต้องไปหาผ้ามาเช็ดพื้นเปียกๆนั้น
ด้วย ตัว เรา เอง
……….
มันเป็นเย็นวันหนึ่ง
ที่เจ้ไปนั่งกินข้าวบ้านเพื่อน
หลังจากที่นางกับแฟนเลิกกันสามเดือน
“แก ... ฉันเห็นแกเมนท์เขา”
ตอนพูด เจ้พยายามรักษาน้ำเสียงไม่ให้เหมือนการถาม พยายามให้มันเหมือนการเปรยขึ้นมาเฉยๆ แต่จริงๆเจตนามันก็คือการถามนั่นแหละ พูดจบเจ้ก็สังเกตสีหน้าเพื่อนตอนตอบ
“อือ ... ก็รูปนั้นเขาดูดีนี่” เพื่อนตอบ
“เหรอ แต่แกไม่ได้พิมพ์แบบนี้ในเมนท์นะ”
เพราะที่จริง นางเมนท์ว่า “ยิ้มดูมีความสุขดีเนอะ 555” และเจ้รู้ว่า จริงๆมันไม่ใช่ “555” หรอกที่นางอยากพิมพ์ ที่จริงมันคือเครื่องหมาย “?” มากกว่าที่นางอยากใส่ตามหลังประโยคนั้น
.... ยิ้มดูมีความสุขดีเนอะ ? ....
นี่ต่างหากคือสิ่งที่นางอยากพิมพ์
“เรานึกว่าแก unfollow เขาแล้ว”
นางเม้มปากนิดนึง “เราก็แค่เหลือช่องไว้”
“เหลือช่องไว้? คืออะไร ยังไง?”
เจ้ไม่ได้ถามเพื่อกวนนางนะ
“ก็ .. คนเราเลิกกันไม่จำเป็นต้องตัดขาดกันก็ได้นี่ เหลือช่องทางติดต่อกันไว้บ้าง จะได้รู้ว่าชีวิตเขาเป็นยังไง เขาทำอะไร เขาก็คงอยากรู้ว่าชีวิตฉันเป็นยังไงเหมือนกันแหละ”
เจ้กำลังจะอ้าปากพูดต่อ
พอดีว่ามือถือนางขึ้น notification
“ชื่อผู้ชาย” has just updated profile picture
นางหยิบมือถือมาสไลด์เปิดดู และเพราะนั่งนางอยู่ตรงหน้าเจ้ เจ้เลยเห็นไปด้วย แม้ไม่ได้ตั้งใจจะดูก็ตาม ฮีแฟนเก่าเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ เป็นรูปเขาที่ร้านกาแฟร้านหนึ่ง(เจ้จำได้เป็นร้านที่สองคนนี้ไปด้วยกันที่หัวหิน) พร้อมแคปชั่น
“มาเติมความทรงจำใหม่ในที่เดิม”
นางจ้องหน้าจอมือถือ
ทำท่าเหมือนจะพิมพ์อะไรสักอย่าง
แล้วมือก็ค้างอยู่ในท่าที่จะพิมพ์ แต่ไม่ได้พิมพ์
นางวางมือถือลงกับโต๊ะ
แต่ก่อนมือถือนางจะถึงโต๊ะดี
น้ำตาหยดแรกไหลผ่านแก้มนางก่อน
พอมีหยดแรก มันก็มี สอง สาม สี่ ตามมา
เจ้ไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้นางร้องไห้ไปอย่างนั้น เพราะบางครั้ง ความเงียบพูดภาษาแห่งความเห็นใจได้ดีกว่าคำพูด หรือสัมผัสใดๆทั้งนั้น เจ้ปล่อยให้นางร้องไห้ไปก่อนจนกว่านางจะหมดน้ำตานั่นแหละ
ครืน ครืน ครืน
เสียงฟ้าร้องมาจากด้านนอก
และโดยไม่ปล่อยช่องว่างให้ตั้งตัว
ฝน ก็ เท ลง มา
นางเงยหน้าขึ้นมา ปาดน้ำตานิดหน่อย แล้วลุกขึ้นไปปิดหน้าต่างกันฝนสาด เจ้ลุกตามไปช่วยนางปิดหน้าต่างด้วย “เหลือหลังบ้านอีกสองบาน เดี๋ยวเดินไปปิดก่อน” นางบอกเจ้
“เปิดไว้ก็ได้มั้ง” เจ้ฟังเสียงฝนจากข้างนอก “ฝนตกไม่แรงมากนัก ไม่น่าจะสาดเข้ามาได้หรอก”
“ยังไงก็สาด ขอให้มีหน้าต่างเปิดเถอะ ฝนจะตกแรง ตกค่อย ถ้าหน้าต่างเปิดไว้ ยังไงมันก็สาดเข้ามาจนเปียกได้อยู่ดีแหละแก” นางบอกพลางเดินตรงไปที่หลังบ้าน เพื่อปิดหน้าต่าง “ขี้เกียจมาเช็ดน่ะ” นางหันมาบอกเจ้
เจ้พยักหน้า “แกก็รู้ดีนี่ ว่าเวลาฝนตก ต้องปิดหน้าต่าง ไม่ว่าจะตกแรง ตกค่อย เพราะถ้ามีหน้าต่าง ยังไงฝนก็สาดเข้ามา”
“แล้วทำไม ...
แกยังเปิดหน้าต่างบานนี้ไว้”
เจ้ยื่นมือถือของนางส่งให้
มือถือที่เมื่อกี้นี้นางไว้ที่บนโต๊ะนั่นแหละ
เจ้หยิบติดมือมาด้วย ตอนที่นางเดินมาปิดหน้าต่าง
“นี่แหละ คือหน้าต่าง
นี่คือหน้าต่างที่แกเปิดทิ้งไว้
หน้าต่างที่พร้อมให้ฝนสาดเข้ามาให้บ้านแกเปียก
แกอาจจะบอกว่า มันเป็นแค่ช่องทางการสื่อสาร ไว้ให้แกมองส่องเขาได้ แกบอกว่าทำใจได้แล้ว ยอมรับได้แล้วว่าเป็นอดีตไปแล้ว
แต่เห็นไหมว่า ขนาดเขาทำอะไรนิดๆหน่อยๆ มันก็มีผลต่อจิตใจแกขนาดไหน แค่เขาไปร้านกาแฟเดิมที่เคยไปด้วยกัน แล้วอัพรูปเขาคนเดียวเดี่ยวๆ กับแคปชั่นแบบนั้น แกก็ยังรู้สึกหวั่นไหวได้
นี่ไง ผลของการเปิดหน้าต่างไว้ ตอนที่ฝนข้างนอกกำลังตกอยู่ แกบอกตัวเอง ว่าเว้นหน้าต่างไว้ เพื่อไว้ดูเฉยๆ แต่จริงๆแล้ว มันคือการเปิดโอกาสให้ฝนสาดเข้ามานั่นแหละ
ตอนที่ฝนมันตกน่ะ
ไม่มีหน้าต่างบานไหนที่เปิด แล้วฝนไม่สาด
ถ้าไม่อยากจะให้พื้นเปียก ต้องมาตามเช็ด
เรา ต้อง ปิด หน้า ต่าง
หน้าต่างที่เปิดตอนฝนตก
มันไม่มีอะไรผ่านเข้ามาหรอก นอกจากน้ำฝน
มันไม่มีกลิ่น “ความรัก” หอมๆผ่านมาให้เราชื่นใจหรอก
มันจะมีก็แต่น้ำฝนเปียกๆ ที่หยดบนหน้าเราเท่านั้นแหละ
เปิดหน้าต่างไว้ส่องดูเขาน่ะ ได้ แต่ไม่ใช่ตอนที่ฝนกำลังตกสิ ไว้รอให้เสียงฟ้าร้องหยุด เสียงฝนเงียบก็ได้
รอให้ข้างนอกมันแห้ง “ไม่มีฝนตก” จริงๆก่อน แล้วเราค่อยเปิดหน้าต่างมันน่าจะดีกว่านะ
เพราะสุดท้ายนะ
หลัง “หน้าต่าง” บานนั้นที่เปิดไว้
มันคือ พื้นที่ของเรานะ มันคือชีวิตของเรานะ
มันคือพื้นที่ที่เราต้องอยู่ของเราคนเดียวจากนี้ไป
แต่เพราะแกเปิดหน้าต่างไว้ตอนฝนตก
ตอนนี้ พื้นมันเลยเปียกไปด้วยน้ำฝน
เพราะแกเอา “เขา” มาเป