ต้องตรวจเคสคนไข้นอกวันละเป็น 100 เคสอ่ะ ชาร์ทคนไข้กองอยู่ด้านหลังเป็นภูเขาเลยเธอ ถ้ามันถล่มใส่เจ้ก็คงตายคาห้องตรวจนั่นแหละ ไม่ต้องตามเวรชันสูต
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เคส หรือกองชาร์ทที่เป็นความเสี่ยงในชีวิตนะ แต่ปัญหามันอยู่ที่แม็ก ... ถูกต้องค่ะ แม็กเย็บกระดาษ อีลวดเย็บกระดาษนั่นแหละที่เป็นปัญหา
คือคนไข้ส่วนใหญ่จะต้องตรวจเลือด มีผล x ray หรือไม่ก็มีประวัติ ใบส่งตัว นานาเอกสารจากโรงพยาบาลต่างๆติดมาด้วยใช่ไหม คุณเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ก็จะเอาเอกสารพวกนี้แม็กติดมาในใบตรวจ
ทีนี้พอเอกสารเยอะ แม็กก็เยอะตาม บางทีแม็กเริ่มเก็บปลายไม่หมดแล้ว มันก็จะโผล่ปลายแหลมๆออกมา หยิบแต่ละที บาดนิ้วได้เลือดบ่อยๆ
วันนั้นก็เช่นกัน เจ้ตรวจๆ หยิบชาร์ทมา โดนบาดไปหนึ่งทีเลือดซิบ โอเคไม่เป็นไร โดนแค่นิ้วเดียวจิ๊บจ๊อยมาก ตรวจคนไข้ต่อไปได้
จึ้ก ที่สอง ที่เดิมเป๊ะๆ
จึ้ก ที่สาม ดีหน่อย คนละนิ้ว
จึ้ก ที่สี่ นิ้วเดิมกับครั้งแรก น้ำตาเล็ด
จึ้ก ที่ห้า อีกนิ้ว ค่อยยังชั่ว
จึ้ก ที่หก นิ้วเดิมที่โดนซ้ำไปสองที เลือดออก
ปึ้ด ... อันนี้ไม่ใช่โดนแม็กบาด
แต่เป็นเสียงความอดทนขาดผึง
โมโหเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์ที่แม็กเอกสาร
ปรี๊ดมากว่างั้นเหอะ กำลังจะปราดออกไปด่าแล้วแหละ แต่มันลุกออกไปด่าไม่ได้ไง เพราะคนไข้รอตรวจอื้ออึงเต็มหน้าห้องไปหมดเลย จะลุกนี่คนไข้ก็ถามแล้ว หมอจะไปไหนเหรอ?
โกรธก็โกรธนะ อยากด่าก็อยากด่า
แต่คนไข้ก็เยอะออกไปไม่ได้
อย่ากระนั้นเลย กลัวลืมคำด่าที่คิดไว้จะด่า จดคำด่าไว้ก่อน ไว้ตรวจคนไข้ให้เสร็จก่อนเถอะมึง แม่จะออกไปด่าให้เละ เช็คบิลตั้งแต่แม็กลูกแรกเลย ว่าแล้วก็หยิบปากกามา จดคำด่าๆๆๆ ด้วยความโมโหเอาไว้
แล้วก็ตรวจคนไข้ต่อไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเคสที่ 50 - 70 แผลเริ่มชาแล้ว ไม่ค่อยเจ็บแล้ว ตอนเคสที่ 90 นิดๆ โดนตำไปอีก 4 แผล แต่ก็พอไหว ตรวจไปเรื่อยๆ ในใจก็คิดว่าเดี๋ยวก่อนเถอะน่ะ ตรวจเสร็จเมื่อไหร่เถอะมึ้งงงงงงง
เคสที่ 139 เสร็จพอดี ตอนราวๆ 5 โมงกว่าๆ
ไม่น่าเชื่อว่าทำงานนั่งโต๊ะแต่หอบได้อ่ะเธอ
เอาล่ะวะ ตรวจเสร็จแล้ว ไม่มีคนไข้
ได้เวลาออกไปเช็คบิลเคาน์เตอร์
เจ้หยิบกระดาษที่จดคำด่าออกมา เตรียมจะเอาออกไปด่าตามสคริป แต่ก่อนออกไป ขออ่านทวนก่อนกว่าจะออกไปด่าว่าอะไรบ้าง จะได้ด่าคล่องๆ
“ลูกอีแม่ช่างเย็บ แม่ทำโรงงานผลิตลูกแม็ก พ่อทำเหมืองแร่เหล็กเหรอไงยะ? เย็บใหญ่เลย กลัวเหล็กขายไม่ออกเหรอไง ช่วยชาติ ช่วยไทย กระจายรายได้ให้ว่างั้นเถอะ โถ แม่คุณณณณ แม่เจ้าของ OTOP ขายแม็ก”
….. หลุดขำลั่นห้องตรวจ
แล้วหัวเราะอยู่นานราวๆ 5 นาที
เออ... คิดไปได้ไปกัน แม่ทำโรงงานผลิตแม็ก พ่อทำเหมือนแร่เหล็ก (แล้วจริงๆแม็กก็ไม่ได้ทำจากเหล็กด้วยนะ เหมือนจะเป็นโลหะผสมป่ะ หรืออลูมิเนียมก็ไม่รู้)
“โอยยย ใครมันคิดคำด่าเนี่ย ฮาไปไหน”
เจ้ขำไปพูดไป แล้วก็ปาดน้ำตาที่เล็ดออกมา
อ้าว ... ก็เราคิดเองนี่หว่า
อ้าว ... ก็ลายมือเราเขียนเองนี่หว่า
อ้าว ... ทำไมมันดูตลกไร้สาระมากขนาดนี้วะ
และตอนนั้นแหละ
ตอนที่อ่านไป ขำน้ำตาเล็ดไปนั่นแหละ
เจ้ถึงได้รู้ตัวว่า นี่ไม่ใช่คำด่าของเจ้เลย
ถ้าเจ้ด่า มันต้องไม่ใช่คำด่าแบบนี้แน่ๆ
ตอนนั้นแหละที่เจ้เพิ่งรู้ตัว
ว่าที่ผ่านๆมาเจ้ไม่เคยด่าใครเลยสักครั้ง
แต่เป็นสิ่งอื่นที่ยืมปากเจ้เอาไปด่า
สิ่งนั้นก็คือ “ความโมโห ไร้สติ”
เธอจ๋า รู้อะไรไหม
ไม่ใช่แค่เจ้หรอก เธอก็ด้วยแหละ
เวลาที่ปรี๊ดมาแล้วด่า หรือพิมพ์ด่า
นั่น มัน ไม่ ใช่ เธอ เลย จ้ะ
มันเป็น “ความโมโห ไร้สติ” ยืมปากเธอด่าทั้งนั้น
ลองดูก็ได้ ไว้ครั้งหน้าที่นึกอยากจะด่าใคร โมโหมาก ปรี๊ดมาก ให้หยุดไว้หนึ่งจังหวะอย่าเพิ่งพิมพ์ด่า อย่าเพิ่งด่าออกปาก จดลงกระดาษเอาไว้ก่อน แล้วไปกินน้ำ ไปเข้าส้วม ไปทำอะไรก็ได้ ทิ้งเวลาไว้สักพักแล้วกลับมาอ่านไอ้ข้อความที่เราเตรียมจะไปด่า เธอจะพบว่า มันไม่ค่อยเหมือนตัวเธอเองเท่าไหร่เลย
การด่าน่ะมันง่าย การหยุดไว้ไม่ด่าน่ะมันยาก
แต่การด่าไปแล้วต้องรอรับผลจากการด่า
มันทั้งเจ็บ ทั้งยาก ทั้งน่ารำคาญ ฯลฯ
และถ้ามันไม่ใช่ตัวเธอ
แต่มันเป็นสิ่งอื่นมาสิงเธอด่า
ทำไมเธอต้องยอมมารับผลจากมันด้วยล่ะ
โตแล้ว ... เลิกให้ความโมโหไร้สติ มายืมปากเธอด่า
มันไม่ cool เวลาต้องมารับกรรม