“พี่ก้องกินไรอ่ะฮะ?”
“กาแฟน่ะลูก”
“ลูกกินบ้างได้ไหมฮะ?”
“ได้สิ แต่มันขมนะ”
พี่ก้องยื่นกาแฟให้
เจ้ก็กระดกพรวดเข้าปาก
แล้วก็พ่นพรวดออกมาทันที
“แหวะ ขม!!!”
“ก็พ่อบอกแล้วว่ามันขม”
“แล้วทำไมพี่ก้องกินได้อ่ะฮะ”
“ก็พ่อโตแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้วนี่ลูก”
“เป็นผู้ใหญ่แล้วถึงกินกาแฟได้เหรอฮะ?”
พี่ก้องนึกนานพอดู คงไม่รู้จะตอบไง
“อือ... คงใช่มั้งลูก ... พ่อว่านะ”
และนั่นคือคำตอบที่ดีที่สุดที่พี่ก้องตอบได้
ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็ก เราก็นึกไปตามประสาเด็กนะว่า เออ ไว้เราโตขึ้น ลิ้นเรา ปากเรา มันคงเปลี่ยนเนอะ มันน่าจะมีกลไกอะไรพิเศษบนลิ้นที่เมื่อเราโตขึ้นแล้ว เราจะกินกาแฟแล้วไม่ขม เมื่อกาแฟแตะลิ้นเราแล้วมันจะกลายเป็นรสอร่อยหอมหวานหรืออะไรเทือกนั้น
ก็เฝ้ารอว่า สักวันจะถึงวันที่โต
สักวัน จะถึงวันที่เรากินกาแฟแล้วไม่ขม
…………..
ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 6
งานก็ต้องทำ หนังสือก็ต้องอ่าน สอบก็ต้องสอบ ดีนะไม่ต้องเขียนรายงาน แต่ก็ยังไม่วาย มีการพรีเซนต์และงานวิจัย ที่ต้องทำส่งอยู่ดี และก็เหมือนกับทุกคนนั่นแหละ เจ้รู้สึกว่าวันนึงมี 24 ชั่วโมงเนี่ย มันน้อยเกินไป ไม่พอ อยากได้อีก
แต่ในเมื่อทำงั้นไม่ได้ หนทางที่เราพอจะโกงเวลาตัวเองได้ก็คือ อดนอน และอุปกรณ์สำคัญสำหรับการอดนอนของนักศึกษาแแพทย์ก็คือ กาแฟ (ตอนนั้นเจ้ยังไม่อาการหนักถึงขนาดกระทิงเดือด) ก็ไปซื้อกาแฟกับออย(เพื่อนรัก) เพื่อจะได้อ่านหนังสือ
“แหวะ ขม ไม่เอาล่ะ”
เจ้จิบไปทีนึงแล้วเบ้ปาก วาง
“มึงเลือกเอาจะกิน หรือจะหลับ
แต่พรุ่งนี้มึงต้องพร้อมสอบนะเว้ย”
ออยไม่ได้บังคับ แต่นำ้เสียงและคำพูดมันขีดเส้นทางให้เจ้ชัดอยู่แล้วในที
เจ้หยิบกาแฟขึ้นมาอีกที มองมัน ...
นี่ก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ ไม่ใช่เด็กแล้ว
แต่ทำไมกาแฟมันยังขมล่ะ
ไม่เห็นเหมือนที่พี่ก้องพูดเลยอ่ะ
“แก .. พวกเราโตแล้วนะ
กินอะไรหวานๆอย่างเดียวไม่ได้หรอก
บางทีเราต้องกลืนอะไรขมๆ เพื่อผลที่เราคาดหวัง”
นั่นคือดีที่สุดที่ออยพยายามให้กำลังใจเจ้ เจ้จำใจ กระดกกาแฟรวดหมด ความขมติดลิ้นก็จริง แต่รู้สึกได้ว่าสดชื่นขึ้น ตื่นมากขึ้น แล้วกลุ่มเราก็เริ่มต้นอ่านหนังสือวิชาศัลยกรรม เตรียมสอบในวันรุ่งขึ้น
หลังจากนั้นเป็นต้นมา กาแฟขมๆ มันก็เริ่มแทรกตัวเข้ามาอยู่ในชีวิตเจ้ เริ่มจากใกล้ๆสอบดื่ม เป็นเริ่มดื่มบ่อยขึ้น เรื่อยๆ จนกลายมาเป็นทุกวัน จนวันละสองแก้ว จนบางทีวันละสามแก้ว กาแฟกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมยามเช้าของชีวิตเจ้ไปแล้ว
เหมือนเช้านี้ก็เช่นกัน ....
“Americano ร้อน ครับ” เจ้สั่งพนักงานร้านกาแฟ
“พี่หมอกินเหมือนเดิมทุกวันเลยนะคะ” ชียิ้ม
“กาแฟได้แล้วค่ะพี่หมอ กินแบบนี้ไม่ขมเหรอคะ?”
เจ้รับกาแฟมายิ้มตอบ “ขมสิครับกาแฟนี่ ไม่ใช่ขนม”
“enjoy coffee นะคะพี่หมอ” ชียิ้มละไม แล้วหันไปดูแลลูกค้าคิวถัดไป
เจ้เดินมาที่โต๊ะ วางของ หยิบกาแฟมาจิบ แล้วมองควันที่ลอยเอื่อยๆของกาแฟ ก่อนจะเหลือบไปมองกองเอกสาร .....
งานที่ค้างอยู่รอการสรุป ประชุมเคสคนไข้ ประชุมโรงพยาบาล เอกสารประกอบการสอนนักศึกษาแพทย์ ข้อความมือถือเข้าเตือนว่าวันนี้มีงานอะไรบ้าง มีตั้งเตือนว่าสิ้นเดือนนี้ต้องส่งต้นฉบับ มีงานสัมนาปลายสัปดาห์ที่ต้องไปเป็นวิทยากร ลิสท์งานยาวไปจนต้องสกอลล์หน้าจอถึงจะหมด ....
เจ้หันมามองแก้วกาแฟอีกครั้ง
หยิบมาจิบลิ้มรสขมอีกรอบ ...
ความขมของกาแฟไม่เคยไปไหนนะ ... มันขมเท่าเดิม ลิ้นของคนเราก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรอก จากเด็กมาจนโต กาแฟเคยขมสำหรับเราตอนเด็กยังไง มันก็ยังคงขมเหมือนกันตอนเราโตมา ความคิดที่ว่าโตมาแล้วกินกาแฟมันจะไม่ขมนั้น มันผิด ...
เจ้เพิ่งจะมาเข้าใจความขมขอกาแฟก็เช้านี้เอง
เพราะชีวิตผู้ใหญ่ของพวกเรา
มันมีหลายอย่างที่ขมกว่ากาแฟมากนัก
ขมมากจนเรารู้สึกว่าความขมของกาแฟตอนเช้า
มันกลายเป็นการปลอบประโลมเราก่อนไปผจญชีวิตประจำวัน
นึกถึงคำพูดออย
กับกาแฟหมดแก้วครั้งแรก
ในคืนก่อนสอบศัลยกรรมคืนนั้น
“บางทีเราต้องกลืนอะไรขมๆ เพื่อผลที่เราคาดหวัง”
เออ... มันเป็นไปตามมาจริงๆอย่างที่ออยว่าแหละ
ขอบใจนะสำหรับคำพูดในคืนนั้น
เธอจ๋า... เราโตแล้ว
แต่กาแฟมันก็ยังขมเหมือนเดิม
เราแค่อัญเชิญความขมนั้นมาอยู่ในชีวิต
แล้วกลืนมัน เพื่อผลที่เราคาดหวังเท่านั้นเอง
แต่...ถ้าเธอรู้สึกว่ามันยังขม
ยินดีด้วยนะ เธอยังเป็นเธอคนเดิม
เพิ่มเติมคือเธอแค่ทนความขมนั้นได้