สวัสดีค่ะเพื่อนๆที่น่ารักทุกคน วันนี้อ้อมก็จะมาเล่าเรื่องในอดีต ที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ในปัจจุบัน
เป็นคนสุราษฎร์ตั้งแต่เกิด ส่วนสามีเป็นคนตรัง เราคบกันสักระยะ สามีก็บอกทุกสิ่งนะว่าเขาเป็นคนดื่มเหล้านะ เที่ยวนะ สูบบุหรี่นะ ไนตอนนั้นน่าจะหลงความหล่อเนอะ อะไรที่เป็นตัวเขาก็รับได้หมด และแล้วก็ตกลงหมั้นกันและก็แต่งงานกัน อ้อมแต่งงานตอนอายุ 18 ปี หลังจากนั้น พอแต่งงานเสร็จก็ต้องย้ายจากอกพ่อแม่ไปอยู่กับสามีที่จังหวัดตรังคืออยู่บ้านสามี
ไปถึงบ้านสามีวันแรก เป็นบ้านที่สามีสร้างเองด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง แต่ในบ้านไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย ส่วนแม่และน้องสาวของเขาอีก 2 คน อยู่บ้านอีกหลังนึง ซึ่งสามีของอ้อม เขาไม่มีพ่อ พ่อเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุ 7 ขวบ คงต้องเป็นคนรับผิดชอบแม่และน้องทั้งสองคน
อ้อมก็รับได้อีกค่ะ ก็รักเขาแล้วนี่น่า พอตกค่ำก็เข้าไปนอน มีแต่เสื่อ 1 ผืน หมอน 2 ใบ หมอนข้าง 1 ใบและมุ้ง ไม่มีเตียง ในใจก็แอบตกใจนิดนิดๆ เวลาผ่านไปไม่นาน ถึงเวลาโรงเรียนเปิดเทอมแล้วสิ สามีอ้อมเป็นคนส่งน้องเรียน ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในบ้าน สามีต้องเป็นคนหามา ในสมัยนั้นอ้อมไม่ได้ทำอะไรเลยอยู่แต่บ้าน แต่งงานได้ประมาณ 1 เดือนสามีก็ต้องเดินทางไกลออกไปขับรถแม็คโครต่างจังหวัด เอาแล้วซิ เพียงแค่รู้ข่าวว่าสามีต้องไปใจก็ไม่ดีแล้ว สามีไปขับรถที่กระบี่ ไปกับลูกพี่ลูกน้องหรือที่ว่าเป็นญาติกันค่ะ ส่วนอ้อมก็รออยู่ที่บ้าน รออะไรก็ไม่รู้ตอนนั้นยังไม่คิดอะไร สามีไปขับรถแม็คโครที่กระบี่ ประมาณ 15 วันหรือ 20 วันนานกว่า 1 เดือนถึงจะกลับบ้านครั้งมาบ้านก็ประมาณ 2-3 วันก็กลับไปทำงานขับรถแม็คโครต่อ ดีใจทุกครั้งที่สามีกลับมาและทุกข์ใจทุกครั้งที่สามีกลับไปทำงาน ด้วยหน้าที่ที่สามีต้องรับผิดชอบกับครอบครัวทำงานคนเดียวเลี้ยงคนถึง 3 คน ส่วนแม่สามีทำงานก่อสร้าง ที่ส่งมาให้อ้อมในแต่ละครั้งจะฝากมากับญาติ ถึงบ้างไม่ถึงบ้าง อ้อมกับแม่สามีรู้อยู่เต็มอก แต่สามีอ้อมไม่รู้ เวลาเขาฝากเงินมา จะไม่ค่อยถึงมือคนที่บ้านเลย เราอยู่กันอย่างประหยัด มีอยู่ครั้งนึงเคยพูดกับสามีว่า ไปทำงานตั้งหลายวันแต่เงินทำไมได้น้อยจังมันไม่พอจ่ายนะ สามีโกรธอ้อมมาก แทบจะตีกัน ซึ่งเขาไม่เคยทำแบบนั้นกับอ้อมเลย ความรู้สึกกลัวมากๆ ตั้งแต่นั้นมาอ้อมก็ไม่กล้าพูดเรื่องเงินทองกับเขาอีก มีเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้นไม่มีกินก็เก็บผักเก็บหญ้าข้างบ้านเอา แอบน้อยใจมากที่สุด
ส่วนเรื่องน้องก็ให้แม่เป็นคนจัดการไปอ้อมคิดว่าอยู่เฉยๆดีกว่า
อ้อมก็มานั่งพิจารณาคิดดู ทบทวนชีวิต ว่า เราจะทำอย่างไรดี ผ่านไปเกือบเดือนสามีก็ยังไม่กลับมาบ้าน ในเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้สบายใจเลย คิดไปเองว่า สามีคงจะโกรธ อ้อมเลยตัดสินใจ เก็บกระเป๋าตามสามีไปกระบี่ ด้วยความที่ไม่เคยไปไหน อ้อมนั่งรถตู้จากจังหวัดตรัง ตีตั๋วไปสุราษฎร์ ซื้อตั๋วจากสุราษฎร์ด้วยรถทัวร์ นั่งจากสุราษฎร์ไปกระบี่
คือที่ตลกที่สุดก็คือด้วยความ ไม่เคยไปเที่ยวไหนกับเขา ซื้อตั๋วรถทัวร์แบบดี สมัยนั้นค่ารถทัวร์ 470 บาท ทำไมรถทัวร์คันนั้นมีแต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทั้งนั้นเลย อ้อมเป็นคนไทย อยู่คนเดียวบนรถทัวร์คันนั้น ยอมรับว่าเครียดมากๆเดินลงไปดูป้ายข้างรถอีกครั้งว่าขึ้นรถคันถูกไหม ดูแล้วว่ามันก็ถูกนะ ก็รอจนรับออก รถออกจากกระบี่ตั้งแต่ ตอนบ่าย ก็ไม่กล้าพูดกับใครสักคนคิดในใจว่าถ้าเขาถามอะไรจะทำไงดี นั่งเครียดจนถึงกระบี่ พอถึงกระบี่ ก็ลงที่ บ้านพักที่สามีเคยคุยให้ฟัง เวลาก็เกือบจะเย็น โดยเขาไม่รู้หรอกว่าอ้อมมา
นั่งรออยู่หน้าบ้านพัก ข้างบ้านก็มี พี่พี่น้องน้องๆวัยรุ่น วาดผ้าบาติก ตากแขวนอยู่เต็ม ก็ถามว่าบ้านหลังนี้ คน ชื่อนี้พักอยู่ไหมน้องเล็กพี่พี่เขาก็บอกว่าใช่ครับ พยายามชวนเราคุย เราก็ยังกล้ากล้ากลัวกลัวก็ตอบไปตามเนื้อผ้า เมื่อได้ข้อความว่าใช่บ้านนี้แน่นอนอย่างเดียวว่าให้สามีกลับมาทำงานไวๆ แล้วพอตกเย็นสามีก็ กลับมาพร้อมกับญาติ เขาก็ตกใจนิดหน่อยถามสารทุกข์สุขดิบและถามว่าเรามาได้อย่างไร ในใจอ้อมรู้สึกดีใจที่สามีไม่ได้โกรธอ้อม ในบ้านเขาก็อยู่กันแค่สองคน กับญาติ บางครั้งเราก็คิดมากไปเอง อ้อมไปอยู่ที่กระบี่กับสามี เวลารู้สึกมันเร็วมากๆ แป๊บเดียวก็หนึ่งอาทิตย์แล้ว และแล้วญาติของสามีก็กลับบ้าน เพื่อนำเงินไปให้ภรรยาเขา และเขาก็ได้เอ่ยปากกับสามีอ้อมว่า ให้บอกน้องอ้อมด้วยให้เก็บของจะได้กลับพร้อมกับเขา ในวันนั้นพอสามีบอกว่าเดี๋ยวเอากลับบ้านพร้อมกับญาติของผมนะก็เสียใจอีก ค่ะ ในใจนึกว่าจะได้อยู่ที่นั่นกับสามีแล้วและแล้วก็ต้องเก็บกระเป๋าเดินทางกลับบ้าน ที่จังหวัดตรัง
วันนี้ขอจบไว้เพียงแค่นี้ก่อนค่ะ
ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ