ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เพิ่งเปิดเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมานี้เองครับ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำการรีโนเวทอาคารโรงพิมพ์ธนบัตรหลังเก่ามาทำเป็นศูนย์ฯ
ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ริมสะพานพระราม 8 ดังนั้นก็จะได้บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา นั่งอ่านหนังสือ ทำงาน พร้อมชมวิวสะพานไปด้วย
ทั้งนี้ในศูนย์ประกอบด้วย ศูนย์การเรียนรู้ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และ Co-working space
มีนิทรรศการณ์เล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ รวมถึงแนวคิดในการปรับปรุง
การออกแบบนั้นผสมผสานโครงอาคารดั้งเดิมกับส่วนที่ก่อสร้างเพิ่มเติมโดย Creative Crew บริษัทสถาปนิกที่ชนะการประกวดแบบ
โครงอาคารภายนอกแสนคลาสสิค
แต่การตกแต่งภายในไม่ได้ล้าสมัย
ผมว่าตกแต่งได้ผสมผสานลงตัวมาก ๆ
นั่งเล่น Steemit พร้อมชมวิวสะพาน
ดีงามพระรามแปดอย่างแท้ทรู :D
ปลั๊กพร้อมมีให้ใช้อย่างเหลือเฟือ
เรามาดูโซน Co Working space กันต่อ
มีห้องประชุมกลุ่มย่อยให้ด้วย
มีทั้งห้องเล็ก ห้องใหญ่
Knowledge Bank คลังความรู้ เอาห้องเซฟเก่ามาทำ ผนังหนาเป็นเมตร ความรู้ไม่หายไปไหนแน่นอน ^^
ภายในเก็บรวบรวมวารสารต่าง ๆ ทั้งไทยและเทศ
มาต่อกับส่วนพิพิธภัณฑ์กันครับ
เปิดให้ชมเป็นรอบ ๆ มี 6 รอบต่อวัน ซึ่งโซนพิพิธภัณฑ์เปิดถึง 4 โมงเย็น
กลับมาพูดถึงตัวอาคารหลังนี้กันอีกรอบ เนื่องจากอาคารนี้ถูกออกแบบเพื่อให้เป็นโรงพิมพ์ธนบัตรของประเทศและเก็บสมบัติของชาติดังนั้นจึงมีชั้นใต้ดินสองชั้นซึ่งเข้าออกได้ทางเดียว โดยห้องเซฟใต้ดินนี้ทำหน้าที่เป็นฐานรากให้กับตัวอาคารและรับน้ำหนักเครื่องจักรที่อยู่ชั้นพื้นไปในตัว และตัวอาคารนี้เสาทุกต้นห่างกัน 5.4 เมตรโดยตัวเลขนี้มีนัยคือ 5+4=9 ครับ (อันนี้ผู้บรรยายเล่าให้ฟัง)
ประตูความมั่นคงที่ใช้เก็บสมบัติของชาติบานเดิมที่เคยใช้ การเปิดต้องใช้กุญแจ 3 ดอก ซึ่งแยกกันเก็บโดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย 3 คนซึ่งและแต่ละคนก็จะมีรหัสที่ใช้กับกุญแจแต่ละดอกที่ไม่เหมือนกัน ในเวลาที่ชาติมีเหตุการณ์ไม่สงบ 3 คนนี้ก็จะแยกย้ายกันหาที่หลบซ่อนตัวเพื่อไม่ให้มีใครเปิดเซฟนี้ได้ (อันนี้ผู้บรรยายก็เล่าให้ฟังอีก ^^)
น่าจะเป็นคำขวัญองค์กร
ห้องแรกจัดแสดงเครื่องพิมพ์ธนบัตรที่ปลดประจำการ กระจกที่เห็นให้เป็นฉากเครื่องฉายเล่าประวัติด้วย
ตอนฉายวีดีโอประวัติโรงพิมพ์
เครื่องพิมพ์ลายธนบัตร
เครื่องพิมพ์หลักมี 3 เครื่อง โดยเป็นเครึ่องจากเยอรมันและอังกฤษซึ่งทั้งหมดนี้ยังใช้งานได้นะครับ
ตู้สำหรับขนธนบัตรที่พิมพ์เสร็จแล้วเข้าห้องความมั่นคง ซึ่งถ้าบรรจุเต็มด้วยแบงค์พัน ตู้นี้จะมีเงินอยู่ 500 ล้านบาท
ต่อไปลงไปที่ชั้นใต้ดินจะเป็นห้องแสดงเหรียญและธนบัตรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไฮไลท์คือเหรียญนี้ครับ เงินเหรียญที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันในชื่อ "เงินลิเดีย"
และไล่เรียงตามยุคสมัยต่าง ๆ ซึ่งมีเยอะครับต้องไปดูเอง ใช้เวลาพอประมาณถ้าดูเก็บรายละเอียด
ห้องจัดแสดงการเล่าประวัติทำได้ดีมาก
มีการผสมผสานเทคนิคลายนูนต่ำกับการฉายโปรเจคเตอร์เล่าเรื่อง
มีให้ลองดูด้วยว่าเหรียญพดด้วงอันไหนจริงอันไหนปลอม
พันธบัตรทองคำ (อยากมีซักแท่ง ^^)
ธนบัตรที่มีมูลค่าตราหน้าสูงสุดที่เคยพิมพ์ออกมา (ปัจจุบันยังมีขายอยู่นะครับแต่ใบละล้าน ^^'')
โซนพิพิธภัณฑ์ยังเปิดให้เข้าชมฟรีถึงเดือนมิถุนายนปี 2561 ครับ
ส่วนโซนอื่นเปิดให้เข้าใช้บริการฟรี ตั้งแต่เวลา 09.30 – 20.00 น. ปิดวันจันทร์
อาคารจอดรถ (จุ 150 คัน) ค่าบริการชั่วโมงละ 20 บาท ถ้ประทับตราบัตรจอดรถเมื่อมาใช้บริการที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้จอดฟรี 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีที่จอดรถจักรยานยนต์และจักรยานให้บริการ (นำที่ล็อกจักรยานมาเอง)
แนะนำเลยครับ ถ้าว่าง ๆ ไม่ไกลบ้านแนะนำให้ไปลองใช้บริการกันดูครับ บรรยากาศดี ใหม่ สะอาด พิพิธภัณฑ์จัดแสดงดีมากจ่ายเงินเข้าดูยังคุ้ม และที่นี่ยังมีร้านกาแฟพร้อมอาหารให้บริการซึ่งราคาไม่โหดมาก (กาแฟเย็นเริ่มที่แก้วละ 45 บาท)
โดยศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ
ปลาสร้อยไร้นาม,
ปล. ตอนนี้ผมตัวแตกกลายสภาพจากปักเป้ากลับมาเป็นปลาสร้อยเหมือนเดิมแล้วนะครับ ^^
รูปทั้งหมดถ่ายด้วย Samsung galaxy S8