ทำไมผมถึงหันมาใช้ Steemit นะหรือ?

Words
357
Reading
2 min
Listen
Play
9y

Promo-SteemSmall.png

สวัสดีครับพี่น้องผองเพื่อนขาว steemit ทุกท่าน วันนี้ผมจะมาบอกกล่าวกับทุกท่านที่นี่ และเพื่อนๆ บนโซเชียล twitter ของผม ว่าทำไมผมถึงหันมาใช้งาน Steemit เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งที่


ผมขออนุญาติเกริ่นบทนำ(เกริ่นอีกแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆ) โดยทั่วไปแล้ว คนส่วนใหญ่จะมองผมจากภายนอกว่าผมเป็นคนโลวเทค ธรรมมะ ธรรมโม ^^ เวลาผมไปถ่ายงานแต่งงานนี่ ผมจะเจอคำถามจากญาติๆ ของลูกค้าเป็นประจำเลยว่า "อ้าว! พ่อพราหมณ์ ทำไมถึงมาแต่เช้าเลย นี่เขายังไม่ได้ตักบาตรเลย จะมาเป็นผู้นำสวดมนต์ด้วยรึ?" เป็นเรื่องปกติสำหรับผมมากๆ เลย จนผมนี่ว่าจะรับสองตำแหน่งในงานเดียวเลย ถ่ายภาพด้วย สู่ขวัญบ่าวสาวด้วยซะเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ


แต่ผมนี่เป็นคนที่มีโซเชียลใช้มากกว่าคนทั่วๆ ไปอีกๆ ผมใช้ทั้ง Facebook Twitter Google+ Instragram ฯลฯ ^^ ผมเริ่มใช้โซเชียลหาเงินหางานมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่มี pirch98 แล้วมั๊ง สมัยนั้นเวลาคุยกับลูกค้า มันลำบากมาก ที่ว่าลำบากก็คงเป็นตอนที่ส่งรูปงานตัวอย่างผ่านทางอีเมลล์นี่แหล่ะครับ ^^ ถัดจากนั้น ผมมาหาลูกค้าในเกมและขายไอดีเกม Ragnarok ยุคนั้นนี่ใช้ตั้งแต่รุ่นแรก เซิร์ฟเวอร์เกาหลีเลยครับ Elu ในเกม ขายเป็นเงินจริงได้ก้อนละเป็นหมื่น ^^ ถัดมาจากนั้นก็มีโซเชียลกำเนิดขึ้นอีกเยอะแยะเลย จนทุกวันนี้ก็ปิดตัวลงไปหลายอันเหมือนกัน ^^


ผมเริ่มหารายได้เสริมจากอินเตอร์เน็ตเป็นจริงเป็นจังก็เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเริ่มต้นที่ Youtube เพราะตอนนั้นผมเล่นดนตรีอยู่ ผมก็เลยมักจะอัดคลิปวงตัวเองแล้วเอาไปโพสต์หารายได้ใน Youtube

ในตอนที่เล่นดนตรีแรกๆ ก่อนที่จะมาทำ Youtube ผมมีอาชีพเสริมคือ รับทำป้าย รับทำกราฟฟิกดีไซน์ ถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอ ทำซาวด์ดนตรี ทำสปอร์ตโฆษณาวิิทยุ เขียนเว็บไซต์ เขียนโปรแกรม เขียนการ์ตูนประกอบสื่อการสอน ทำสื่อการสอนมัลติมีเดีย เขียนแบบบ้าน (ผมออกแบบและเขียนแบบบ้านไม่เป็นนะ แต่ผมใช้โปรแกรมพวก 3D Maya Autocad Skectchup เป็น ^^ ผู้รับเหมาที่มานั่งดื่มที่ร้าน เขาติดตามผมทางเฟสฯ (เมื่อก่อนมีเฟสบุ๊คให้ลูกค้าแอดมาคอมเม้นต์ขอเพลงล่วงหน้าครับ ^^ วงผมต้องอยู่ในรถไฟเสมอ อิอิอิ) ซึ่งบางที ในบางวันเขาเห็นผมโพสต์พวกรูปกราฟิกที่ผมทำ เขาจึงมาติดต่อให้ผมเขียนแบบด้วยโปรแกรมให้ เดี่ยวไว้ผมแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการอย่างละเอียดบน Steemit อีกที ผมจะเล่าให้ฟังว่าทำไมผมถึงใช้โปรแกรมพวกนี้เป็น)


ผมใช้โซเชียลเกือบทุกอย่าง หางานฟรีแลนท์จากเมืองหลวงและต่างจังหวัด งานบางอย่าง ผมกับลูกค้า ไม่เคยเห็นตัวกันจริงๆ ก็มีครับ มีแต่คุยกันและสั่งงานกันทางโทรศัพท์และโซเชียลอย่างเดียวเลย ^^ งานเล่นดนตรีตามงานแต่งงาน พวกผมก็ได้มาจากการเอาคลิปไปโพสต์บน Facebook และ Youtube นี่แหล่ะครับ ^^


ถัดมาอีกสักพัก ผมรู้สึกว่า มันเป็นเวลานานมากเลย กว่าผมจะได้รับค่าตอบแทนจาก Youtube คือว่า ถ้าเกิดรายได้รวมไม่ถึง 100$ กูเกิ้ลแอดซีน จะไม่ตัดยอดส่งบัตรเวสเทิร์นยูเนี่ยนมาให้เราไปขึ้นเงิน ^^ ผมจึงต้องหารายได้เพิ่มเติม ^^ อย่างว่าแหล่ะครับ อาชีพนักดนตรีมันไม่ได้มั่นคงเท่าไหร่นัก ขึ้นๆ ลงๆ ผันแปรอยู่ตลอดเวลา ^^ ในตอนนั้นมีเพื่อแนะนำให้รู้จักแอพฯ ส่งภาพขายบนผ่านโทรศัพท์มือถือ Clashot (จากแอพฯ นี้ ผมมีเพื่อนและมิตรภาพจากคนไทยที่ชื่นชอบการถ่ายภาพด้วยกัน ซึ่งตอนนี้ก็ติดตามและติดต่อคุยกันผ่านทางเฟสบุ๊คเสมอ) แต่ Clashot ถ้ารายได้รวมไม่ถึง 3$ จะไม่สามารถเบิกได้ครับ ^^

Untitled.png

ถัดมาจากนั้น ผมเลิกเล่นดนตรีและหันเข้าหาการรับงานถ่ายภาพอย่างเดียวเลย และผมขยับขยายจากการขายภาพบนแคลช็อต เข้ามาสู่วงการ Micro Stock อย่างเต็มตัว เป็นนักถ่ายภาพและออกแบบภาพกราฟิกส่งขายบนเว็บไซต์ต่างประเทศอย่างเดียวเลย อิอิอิ


คือช่วงนั้นผมอกหักจากผู้ว่าจ้างที่เป็นคนไทยหลายๆ คน ^^ เขามัดมือชกผมจนตาเขียวช้ำเลือดช้ำหนองเลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ ผมโดนแบบว่า จุกถึงคอหอยเลยทีเดียว "เงินมีแค่นี้แหล่ะ จะเอาไม่เอา" แล้วก็อื่นๆ อีกมากมาย ^^ ถ้าเจองานประเภทที่ต้องเซ็นสัญญา ผมก็เจอแต่งานที่ต้องจ่ายเปอร์เซ็น ^^ บางงานจ่ายเปอร์เซ็นไม่เท่าไหร่ ผมต้องรองบตั้งเบิกและเช็คที่ต้องรอไป 2-3 เดือนเลย ^^ บางงานนี่ผมยืมเงินเขามาลงทุน กว่าเงินจะออกแล้วเอาไปจ่ายเงิมยืมนี่ ดอกทบต้น เท่ากับจำนวนเงินที่รับมาก็มีครับ เผลอๆ เข้าเนื้อด้วย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ


ผมจึงเลือกงานกับคนที่มาจ้างผมมากๆ เลย ผมจะเป็นคนตั้งกฏ ถ้ารับกฏของผมไม่ได้ ก็ไปจ้างคนอื่น อิอิอิอิ คือถ้ามีกินเปอร์เซ็น ผมจะไม่ให้ อยากได้ก็ไปจ้างคนอื่น แล้วถ้ามีตั้งงบเบิก ผมจะให้ไปตั้งเบิกก่อนแล้วค่อยมาจ้าง หรือไม่ก็ไปหาเงินมาจ่ายผมทั้งหมดก่อน จะเอางานไปได้ก็ต้องจ่ายทั้งหมดก่อน ^^ ถ้ามีงานเซ็นสัญญา ผมจะไม่เซ็น ใครจะเซ็นก็เซ็นแต่ต้องไม่ใช่ผม ^^ เมื่อ 3-4 ปี ที่แล้วนี่ คนที่ทำงานแบบผมเนี่ย ในระแวกใกล้เคียงสามารถนับหัวได้เลย ^^ ตอนนั้นผมเป็นฝ่ายเลือกงานเอง ทำให้ผมมีเวลาว่าง ว่างจนต้องหารายได้เพิ่ม อิอิอิ ผมจึงหันไปถ่ายรูปและทำรูปขายบนเว็บไซต์อย่างเดียวเลย ซึ่งหลักๆ ผมก็ส่งที่ Shutter Stock อย่างเดียวเลย ผมว่าค่าตอบแทนเขาโอเคดี แต่อีกหลายๆ เว็บไซต์ผมก็ยังส่งนะ แต่ไม่ได้บ่อยเหมือนที่นี่

_MG_1125.jpg

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น รายได้เสริมจากทางอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมันก็ยังไม่มากพอ ซึ่งผมก็ยังวิ่งหางานถ่ายภาพอยู่เหมือนเดิม ^^ (งานถ่ายภาพนี่ ไม่ค่อยจะสบายนะครับ เห็นถ่ายแค่วันเดียวนี่ แต่อีก 3-4 อาทิตย์ ถึงจะได้ส่งงาน เพราะเอาเวลาไปนั่งรีทัชลบสิวให้เขาอยู่ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ) คืออย่าง youtube ถ้าไม่ครบ 100$ ก็เบิกไม่ได้ และก็ต้องรอบัตรเวสเทิร์นยูเนี่ยนที่ส่งมาจากอเมริกาอีก รออยู่ประมาณเกือบเดือนเลยทีเดียว ^^ ส่วน Shutter Stock ถ้าไม่ครบ 35$ ก็เบิกไม่ได้ เว็บขายภาพอื่นๆ ก็มีกฏแบบนี้เหมือนๆ กัน ^^ และก็เขาจะส่งเข้า Paypal และเราก็ต้องเบิกจากเพลปาลเข้าธนาคารในไทย ใช้ระยะเวลาดำเนินการทั้งหมดไม่เกิน 15 วัน คือถ้ามีธุระต้องใช้เงินด่วยนี่ตายเลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ


ด้านบนผมแค่เกริ่นครับ เข้าสู่ใจความสำคัญกันเลย

จนเมื่อเดือนที่แล้ว ผมได้รู้จักบล็อกเชนตัวนี้จากซีเนียร์ท่านหนึ่ง และเริ่มเข้าใช้งานบน Steemit ^^ แรกๆ ผมก็ไม่คิดอะไรมากนะ เพราะผมเคยชินกับการรอรับตังค์จากเว็บอื่นๆ อยู่แล้ว ^^ แต่สิ่งแรกที่ผมประทับใจมากๆ เลย นั่นก็คือ Steemit สามารถใส่รูปคั่นข้อความได้ สามารถจัดวางหน้าได้เหมือนกับหนังสือ ^^ ถ้าใครเป็นเพื่อนผมในเฟสบุ๊ค จะรู้ว่าเวลาผมโพสต์ที ยาวขนาดใหน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โซเชียลที่ผมใช้งานอยู่ มันไม่สามารถจัดหน้าตัวหนังสือ มันหาจุดพักสายตาไม่ได้


ผมเป็นคนที่ชอบดูและอ่านตัวหนังสือมากกว่าดูอ่านภาพเคลื่อนไหว แต่ถ้าหนังสือเล่มใหนมีจุดพักสายตาน้อย ผมมักจะผ่านๆ ไปเลย ^^ ซึ่งโซเชียลอื่นๆ ให้ความต้องการแบบนี้กับผมไม่ได้เหมือนที่ Steemit


และที่สำคัญที่สุดเลยเนี่ย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมดันประสบปัญญาเฉพาะหน้า เกืบได้ล้างจานในร้านข้าวต้มครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ผมก็ได้ Steemit นี่แหล่ะ ช่วยกู้หน้าของผมไว้ คิดแล้วยังเสียวไส้อยู่เลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เรื่องราวมันเป็นตามนี้ครับ

ผมมองเห็นข้อดีบน Steemit ที่โซเชียลอื่นๆ ไม่มี ผมก็เลยรีบชักชวนเพื่อนผองของผมเข้ามาใช้ Steemit เลย ^^ ก็มันไม่มีค่าใช้จ่ายในการสมัครด้วยนี่ "ฟรี" ^^ ผมเองก็พึ่งเริ่มได้แค่เดือนกว่าๆ ยังไม่เข้าใจอะไรสักเท่าไหร่เลย แต่ว่าตอนนี้ผมก็ต้องกลายเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนใกล้ชิดของผมซะแล้ว ^^ ซึ่งตอนนี้มีหลายคนกระโดดตามผม มาจากเฟสบุ๊คแล้ว ^^ เราทุกคนจะก้าวไปพร้อมๆ กันครับ ^^ บางเวลาอาจจะมีบ้างที่ราคามันลด แต่ช่วงที่มันพุ่ง มันก็ดีสำหรับเราทุกคนแน่ๆ ^^

ว่าแต่อย่าไปโลภมากคิดว่าโพสต์วันละเยอะๆ แล้วจะได้ตังค์เยอะๆ นะครับ ^^ ถ้าโพสต์ดีก็เสมอตัวครับ ถ้าเป็นโพสต์ขยะก็อาจจะแย่หน่อย อิอิอิอิ เก็บไว้วันละโพสต์ก็พอแล้วครับ เผื่อมีช่วงใหนตัน จะได้มีเรื่องเล่าในวันถัดไปบ้าง ^^ อิอิอิอิอิ

อย่างว่าแหล่ะครับผมเองก็พึ่งเริ่ม ถ้าเพื่อนผองหรือคนรู้จักของผม ใครอยากจะมาเริ่มไปกับผม ก็ตามเข้ามาเลยครับ วิธีการสมัครก็ตามลิ้งค์ของคุณตุ๊กตาด้านล่างนี้เลยครับ ^^

https://steemit.com/thai/@tookta/pt-1
https://steemit.com/thai/@tookta/pt-2

ถ้าจะสมัครผ่านมือถือก็ตามลิ้งค์ด้านล่างของคุณกนกวรรณได้เลยครับ ^^

https://steemit.com/thai/@kanokwan/how-to-sign-up-steemit-version-2-thai-20171015t204327998z

Konk Logo-01.png

ทำไมผมถึงหันมาใช้ Steemit นะหรือ? | Ecency